Vous êtes sur la page 1sur 81

Nietzsche

สำำหรับงำนเขียนของนิทเช่ในภำคภำษำไทยเท่ำทีผ
่ มรู้ คิดว่ำ
มีอย่้ประมำณ 4 เล่ม และ 4 เล่มนีก
้ ็เป็ นเล่มบำงๆ 3 เล่ม ส่วนเล่มที ่
หนำซึง่ เขียนโดย อำจำรย์เฉลิมเกียรติ ผิวนวล คือเรือ
่ ง"เทวำ สำยัณห์"ก็
หนำเพียง 100 กว่ำหนูำเท่ำนัน
้ เอง พิมพ์ตัง้ แต่ก่อนพวกเรำเกิด ถูำ
หำกว่ำพวกเรำเกิดหลังปี 2520. อีกเล่มหนึง่ ของนิทเช่ในภำคภำษำไทย
คือเรือ
่ ง "เพียงทีเ่ ขียนดูวยเลือด" เป็ นหนังสือเล่มบำงๆ, อีกเล่มหนึง่ คือ
"Thus spoke Zarathustra : ซำรำทรุสตรูำ" ก็บำงเช่นเดียวกัน, และบำง
ไม่แพูกันคือเรือ
่ ง "อภิมนุษย์" เหล่ำนีค
้ ือหนังสือทัง้ 3-4 เล่มทีผ
่ มรู้จัก
นิทเช่ในภำคภำษไทย และเป็ นหนังสือทีค
่ นไทยรู้จักนิทเช่ จำกมุมแคบๆ

วันนีเ้ รำไดูอำจำรย์ Hans ซึง่ มีควำมเชีย


่ วชำญเรือ
่ งนีม
้ ำบรรยำยใหูเรำฟั ง
เพือ
่ ไม่ใหูพวกเรำตูองมำเสียเวลำกับผม จึงขอเชิญอำจำรย์ Hans เริม

บรรยำยไดูเลยครับ

Hans de crop : ขอบคุณอำจำรย์สมเกียรติครับ อันทีจ


่ ริงผม
ไม่ใช่ผู้เชีย
่ วชำญอะไรทัง้ สิน
้ แค่ว่ำตอนทีผ
่ มเป็ นนักศึกษำ ผมสนใจงำน
ของนิทเช่มำกกว่ำคนอืน
่ เพรำะเขำเป็ นคนทีถ
่ ้กใจ. วันนีผ
้ มจะพ้ดถึง
นิทเช่ประมำณชัว
่ โมงหนึง่ เสร็จแลูวจะเปิ ดโอกำสใหูถำมถึง
postmodernism กับ Nietzsche. และขอทำำควำมเขูำใจก่อนว่ำ วันนีผ
้ ม
จะไม่พ้ดถึง postmodernism มำกนัก เพรำะคิดว่ำเรือ
่ ง postmodernism
เป็ นทีร
่ ู้กันมำกพอสมควรแลูว

คิดว่ำพอฟั งนิทเช่ทีผ
่ มบรรยำยจบแลูว จะเขูำใจว่ำ ทำำไมนิทเช่จึงเป็ นเสำ
หลักของ postmodernism. วันนีผ
้ มจะใชูแผ่นใสเป็ นแนวบรรยำยนำำ เพือ

พวกเรำจะไดูรู้ว่ำกำำลังพ้ดเรือ
่ งอะไรอย่้ และมีเอกสำรภำษำอังกฤษแจก
ประมำณ 20 แผ่น หวังว่ำหลำยคนคงไดูรับแลูว

คนทีเ่ คยเรียน contemporary philosophy กับผมคงจะรู้ เพรำะมันมี


ลักษณะคลูำยๆกัน คือผมจะพยำยำมพ้ดถึง"บริบท"ว่ำ นิทเช่เกิดขึน
้ ใน
ช่วงเวลำไหน และในช่วงเวลำนัน
้ มันมีอิทธิพลต่อควำมคิดของเขำมำก
นูอยแค่ไหน โดยจะพยำยำมอธิบำยควำมคิดของเขำดูวยกำรใชู
ตัว"บริบท"นีเ้ ป็ นตัวอธิบำย เป็ นตัวเชือ
่ มโยงกับแนวคิดของนิทเช่ เพรำะ
ไม่เช่นนัน
้ ถูำเรำไปด้เฉพำะควำมคิดของนิทเช่แต่เพียงอย่ำงเดียว เช่น
ซำรำทรุสตรูำ จะไม่เขูำใจ เพรำะมันค่อนขูำงเป็ นกวีและไม่ค่อยมีระบบ
ระเบียบอะไรมำกนัก ดังนัน
้ ผมจึงพยำยำมจะทำำควำมเขูำใจนิทเช่
จำก"บริบท" ว่ำอย่้ตรงไหน และอะไรทีท
่ ำำใหูเขำคิดอย่ำงนี ้. ผมจะเริม

บรรยำยเรือ
่ งนีโ้ ดยด้ทีผ
่ ลงำนหนังสือทีเ่ ขำเขียนไล่ไปตำมลำำดับ

หนังสือเล่มแรก ในทีน
่ ี ้ The Birth of Tragedy out of The Spirit of
Music [Die Geburt der Tragoedie aus dem Geiste der Musik] 1872.
ซึง่ เป็ นผลงำนวิทยำนิพนธ์ของเขำ. เขำเป็ นคนทีเ่ รียน classical philology
พ้ดง่ำยๆก็คือว่ำ เขำเรียนภำษำศำสตร์ ภำษำกรีกและภำษำลำติน คือ
สิง่ ทีเ่ ขำเชีย
่ วชำญมำตัง้ แต่เด็ก. และเขำไดูเป็ นศำสตรำจำรย์ตัง้ แต่อำยุ
25 ปี . The Birth of Tragedy เรียกสัน
้ ๆ สำำหรับ Tragedy ก็
คือ"โศกนำฏกรรมกรีก" เขำไดูไปวิเครำะห์ลักษณะของโศกนำฎกรรม
กรีก

ส่วนเล่มทีส
่ อง ทีเ่ ขำเขียน Untimely Meditations
[Unzeitgemaesse Betrachtungen] 1873. เล่มทีส
่ อง ซึง่ ตัง้ แต่หนังสือเล่ม
นีเ้ ป็ นตูนมำ เป็ นหนังสือทีเ่ ขียนขึน
้ มำเป็ นคำำพ้ดสัน
้ ๆ คลูำยเป็ นสุภำษิต.
หนังสือเล่มแรกยังนับว่ำเป็ นหนังสือทีเ่ ขียนขึน
้ มำอย่ำงมีระบบระเบียบ
แต่นับตัง้ แต่หนังสือเล่มทีส
่ องเริม
่ ไม่มีระบบระเบียบอะไรทัง้ สิน
้ เป็ นควำม
คิดทีช
่ วนใหูคิด และมีลักษณะเป็ นกวีมำกกว่ำปรัชญำ

หนังสือเล่มทีส
่ ำม ทีเ่ ขำเขียน Human, All too Human
[Menschliches, All zumenschliches] 1878.

หนังสือเล่มทีส
่ ี ่ คือ The Gay Science [Die froehliche
Wissenschaft] 1882. คือแปลเป็ นภำษำไทยแบบผม แปลว่ำ
"วิทยำศำสตร์แบบสนุกสนำน"

หนังสือเล่มทีห
่ ูำ Thus spoke Zarathustra [Also sprach Zarathustra]
1883. ถูำแปลเป็ นภำษำไทยง่ำยๆก็คือ "คำำพ้ดของซำรำทรุสตรูำ".
สำำหรับ Zarathustra ก็เป็ นศำสดำ (old Iranian / ca 628 - ca 551
B.C. founder of Zoroastrianism)

หนังสือเล่มทีห
่ ก คือ Beyond Good and Evil [Jenseits von Gut und
Boese] 1886. เป็ นงำนเขียนเกีย
่ วกับเรือ
่ งจริยศำสตร์ หรือ Ethic ต่ำงๆ

หนังสือเล่มทีเ่ จ็ด Towards a Genealogy of Morals [Zur Genealogie


der Moral] 1887. ซึง่ สำำหรับหนังสือเล่มนีด
้ ้เหมือนจะมีผลกระทบต่อ
Foucault มำกทีเดียว. สำำหรับคำำว่ำ Genealogy ในภำษำไทยแปล
ว่ำ"วงศำวิทยำ" เป็ นเรือ
่ งเกีย
่ วกับควำมคิด"ศีลธรรม"

และสำำหรับเล่มสุดทูำย คือ Ecce Homo [Ecce Homo]


1888. เป็ นเล่มทีอ
่ ธิบำยถึงผลงำนของเขำ

Nietzsche (นิทเช่) ไดูรับกำรยกย่องว่ำเป็ นนักเขียนสุดยอดคน


หนึง่ ของเยอรมัน ร่วมกับ Goethe และ Luther. หลำยต่อหลำยคนใน
ยุโรปรู้จักเขำในฐำนะนักเขียนมำกกว่ำนักปรัชญำ. ต่อมำผมอยำกใหูพวก
เรำมำด้เรือ
่ งเกีย
่ วกับชีวประวัติของเขำไปตำมลำำดับ ซึง่ คงไม่ทำำใหูเรำเสีย
เวลำมำกนัก

1. Life (ชีวิตของนิทเช่)
- raised by women (ถ้กเลีย
้ งด้ใหูเติบโตขึน
้ มำโดยผู้หญิง) / มีคนถำมว่ำ
มันสำำคัญตรงไหน. ในหนังสือของเขำ ถูำไปอ่ำน วิธีเขียนของเขำไม่ค่อย
ชืน
่ ชมผู้หญิงมำกนัก เขำมักจะด่ำว่ำผู้หญิงว่ำเป็ นพวกปำกเสียมำโดย
ตลอด อำจจะเป็ นเพรำะตัง้ แต่เด็กอำยุ 15 เป็ นตูนมำ เขำอย่้กับผู้หญิง
3-4 คนในครอบครัว (แต่ตรงนีผ
้ มขอผ่ำนไปก่อนนะครับ)

- classical education (philology), professor at 25 / เขำจะถนัดในเรือ


่ ง
ของภำษำกรีก ไม่ใช่ปรัชญำ. แต่ใครก็ตำมทีไ่ ปเรียนรู้เกีย
่ วกับ
วรรณกรรมกรีกก็จะรู้ปรัชญำดูวย และพอมำถึงอำยุ 25 ปี เขำไดูเป็ น
ศำสตรำจำรย์ทีส
่ วิสเซอร์แลนด์

- 1879 retired - ill health / เขำเป็ นศำสตรำจำรย์สอนหนังสืออย่้ที ่


สวิสเซอร์แลนด์ประมำณ 10 ปี ก็ตูองเกษียรอำยุตัวเอง เนือ
่ งมำจำก
เหตุผลทำงดูำนสุขภำพ นอกจำกนีก
้ ็เนือ
่ งมำจำกกำรเขูำกับคนอืน
่ ไม่ค่อย
ไดู. แต่เหตุผลหลักของเขำเนือ
่ งมำจำกปั ญหำสุขภำพ คือปวดหัวบ่อยๆ
และระบบย่อยอำหำรไม่ดี - 1889 insanity till death 1900 / ไม่มีคำำที ่
สุภำพกว่ำนี ้ คือ เขำ"บูำ"จนกระทัง่ เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1900 รวมแลูว
เขำตูองทนทุกข์กับกำรเสียสติอย่้นำนถึง 11 ปี

คิดว่ำไม่มีเวลำทีจ
่ ะลงไปในรำยละเอียด แต่ก็เป็ นเรือ
่ งน่ำเศรูำพอสมควร.
ผลงำนของนิทเช่ทีไ่ ดูรับกำรตีพิมพ์ ปรำกฎว่ำพีส
่ ำวของเขำเป็ นผู้จัดกำร
ดำำเนินกำรสิง่ ต่ำงๆเหล่ำนัน
้ เพือ
่ จะวำงจำำหน่ำย และในช่วงเวลำนัน
้ เกิด
ควำมคิดชำตินิยมเยอรมันขึน
้ มำ พีส
่ ำวของนิทเช่ก็เลยชวนฮิตเลอร์มำด้
เขำทีบ
่ ูำน และพยำยำมปรับปรุงแนวคิดของนิทเช่ใหูมันเขูำกับแนวคิด
นำซีมำกพอสมควร เกิดกำรบิดเบือนขึน

หรือแมูแต่ในงำนทำงดูำนศิลปะประเภท art Nouveau (ศิลปะน้โว) ก็นำำ


เอำนิทเช่มำเป็ นสัญลักษณ์ของแนวคิดศิลปะใหม่ๆ ซึง่ ผมคิดว่ำไม่ค่อย
ตรงกับสิง่ ทีน
่ ิทเช่สอน เพรำะมันไม่ไดูเขูำไปในทฤษฎีหรือหัวใจของนิทเช่.
ต่อมำผมขอมำพ้ดถึงเรือ
่ งของบริบท

2. context (บริบท)
2nd half 19th century / เขำมีชีวิตอย่้ในช่วงของปลำยของคริสต
ศตวรรษที ่ 19 ซึง่ นัน
่ หมำยถึงในยุโรปกำำลังมีอุตสำหกรรม เพิง่ จะผ่ำน
พูนกำรปฏิวัติฝรัง่ เศสมำ แลูวเหตุกำรณ์ในทวีปยุโรปเวลำนัน
้ เกิดควำม
วุ่นวำยทำงดูำนเศรษฐกิจและทำงกำรเมือง. แนวคิด communism และ
socialism กำำลังก่อกระแสทีจ
่ ะมำแรง

- Enlightenment waning / อันนีห


้ มำยควำมว่ำ บรรยำกำศแบบ
Enlightenment กำำลังจะหำยไป. ควำมคิดแบบ Enlightenment หมำยถึง
เรือ
่ งของ optimism และ rational เป็ นเรือ
่ งของเหตุผล. ถูำเรำยูอนกลับ
ไปถึงคำำเรียกรูองของนักปฏิวัติฝรัง่ เศส คือ เสรีภำพ ภรำดรภำพ และ
เสมอภำค แสดงถึงควำมมัน
่ ใจอย่ำงมำก และเขียนปฏิญำนสำกลว่ำดูวย
สิทธิมนุษยชนในปี 1789 เขำมัน
่ ใจว่ำอีกไม่นำน โลกทัง้ โลกจะตูองดีขึน
้ .
ปรำกฎว่ำในช่วง 1850 เป็ นตูนมำ optimism (กำรมองโลกในแง่ดี)มัน
หำยไปบูำงแลูว เนือ
่ งมำจำกกระบวนกำรอุตสำหกรรม หมำยควำมว่ำ
คนจะเขูำไปในเมืองกันเยอะ ถ้กเอำรัดเอำเปรียบ ค่ำเช่ำบูำนก็แพง
แรงงำนเด็กถ้กนำำมำใชู. หมำยควำมว่ำ ในชีวิตประจำำวัน สิง่ ที ่
วิทยำศำสตร์ทำำ มันไม่เหมือนกันกับทีเ่ ขำสัญญำไวู และมันไม่ไดู
optimism อย่ำงทีพ
่ ้ด
- Democratization, industrialization - unprecedented change / เป็ น
ช่วงเวลำของกำรปลุกจิตสำำนึกเอำไวูในใจเกีย
่ วกับเรือ
่ งของประชำธิปไตย
ซึง่ อำจจะเป็ น propaganda กำรโฆษณำชวนเชือ
่ เสียมำกกว่ำ คือ
กำรเมืองตัง้ แต่วันนัน
้ เป็ นตูนมำตูองกำรโฆษณำ. Enlightenment ในช่วง
เวลำนัน
้ ไม่ว่ำจะเป็ นเรือ
่ งของปรัชญำ กำรศึกษำยังเป็ นเรือ
่ งของคนกลุ่ม
นูอย มีแต่เฉพำะชนชัน
้ ส้งเท่ำนัน
้ ทีไ่ ดูเขูำถึงสิง่ เหล่ำนี ้. แต่พอมำถึงปลำย
คริสตศตวรรษที ่ 18 และมำถึง 19 เป็ น mass society. ทีผ
่ มเขียนว่ำ
industrialization - unprecedented change ก็คือในช่วงนีม
้ ีกำร
เปลีย
่ นแปลงอย่ำงมำกอย่ำงทีไ่ ม่เคยเป็ นมำก่อน

- Commercialization, vulgarisation of life; becomes impersonal /


สำำหรับคำำว่ำ Commercialization ก็คือกำรทำำใหูเป็ นพำณิชยนิยม เริม

บริโภคนิยมเขูำมำ. vulgarisation of life ชีวิตไม่มีคุณค่ำนอกจำกระบบ
กำรผลิต ผูค
้ นก็เริม
่ ไรูตัวตนมำกขึน
้ ในช่วงนี ้

- Nietzsche alienated from his culture / นิทเช่เริม


่ รู้สึกแปลกแยกจำก
วัฒนธรรมของเขำ. เป็ นช่วงเวลำทีม
่ ี mass culture เขูำมำ. สังเกตนะ
ครับว่ำนิทเช่ เขำไม่ไดูสอนอะไรทีเ่ ป็ นระบบระเบียบ แต่สิง่ หนึง่ ซึง่ เขำมี
อย่้ตลอดก็คือ เขำจะ anti ทุกอย่ำงหมดเลย. อะไรทีเ่ ป็ น"ลัทธินิยม"หรือ
ism ต่ำงๆ ทีพ
่ ยำยำมปลุกอุดมกำรณ์ เขำจะพยำยำม anti หรือต่อตูำน
ทัง้ หมด. ทำงปรัชญำ ผมว่ำประเด็นหลักก็คือตัวนี ้ ซึง่ เขำไม่ไดูสอนนะ
ครับ แต่พอสรุปไดูจำกงำนเขียนของเขำ

- Man alone in irrational world / มนุษย์ลำำพังเท่ำนัน


้ ทีอ
่ ย่้ในโลกทีไ่ รู
เหตุผล
3. cognition = interpretation / แปลว่ำ"กระบวนกำรทีไ่ ดูมำซึง่ ควำมรู้
โดยผ่ำนควำมคิดหรือประสบกำรณ์ ควำมคิดนัน
้ เป็ นกำรตีควำม หรือ
เท่ำกับกำรตีควำม

- original text versus interpretation / ตูนฉบับ กับ กำรตีควำม. ผมมี


ตัวอย่ำงงำนในภำษำลำตินหลังสมัยกลำงมำใหูด้ จะสังเกตุว่ำ text ทีเ่ ป็ น
ภำษำลำตินนี ้ มันมีลักษณะแปลกนิดหนึง่ คือด้ตรงนีม
้ ันมีคำำทีแ
่ ปลกอย่้
สำำหรับนักภำษำศำสตร์ทีไ่ ปด้ text เก่ำๆ จะพบปั ญหำอย่ำงหนึง่ คือ "ผู้
เขียน"หรือ author ยังไม่มีตัวตน. สำำหรับ"ผู้เขียน"หรือ author เป็ น
แนวคิดของยุคโมเดิร์น(ในทำงปรัชญำ) คือนับตัง้ แต่คริสตศตวรรษที ่ 15-
16 เป็ นตูนมำ กล่ำวคือ เริม
่ มีคนเขียนชือ
่ ตัวเอง. แต่ก่อนหนูำนัน
้ คนเขำ
ไม่ทำำ เขำมักจะอูำงถึงชือ
่ อำจำรย์หรือคนทีม
่ ีชือ
่ เสียง. ในศิลปะก็เช่น
เดียวกัน ศิลปิ นจะไม่เซ็นชือ
่ เลย เพรำะจะเป็ นกำรใหูควำมสำำคัญกับตัว
เองมำกเกินไป

ปั ญหำก็คือ ถูำเรำไปอ่ำน text ก่อนยุค modern หรือ premodern text


นัน
้ เรำแน่ใจไดูอย่ำงไรว่ำ คนทีเ่ ขียนชือ
่ นัน
้ เป็ นผู้เขียน ยิง่ ถูำเป็ น text
สมัยกลำงจะยิง่ กว่ำนัน
้ อีก และโดยเฉพำะสมัยกรีก เรำแน่ใจไดูอย่ำงไร
ว่ำเป็ นตูนฉบับ. นิทเช่บอกว่ำไม่มีทำงเลย สิง่ ทีเ่ กิดขึน
้ กับปรัชญำกรีก
ตัง้ แต่ตูนศตวรรษที ่ 1 เป็ นตูนมำ มันถ้ก censor มำกพอสมควร. ควำม
คิดของอริสโตเติลไม่เป็ นทีย
่ อมรับในสมัยกลำง เพรำะมันไม่สอดคลูองกับ
คำำสอนของคริสตศำสนำในหลำยๆเรือ
่ ง แต่สำำหรับเพลโตนัน
้ ยังพอไดู
เช่น ทฤษฎีควำมรักของเพลโต อันนีพ
้ อจะปรับใหูเขูำกับแนวคิดสวรรค์ที ่
ดีกว่ำโลกนี ้(หมำยถึงควำมเชือ
่ ทำงศำสนำคริสต์)

ปรำกฏว่ำ text กรีกทัง้ หมดมันถ้กเซ็นเซอร์ อีกอย่ำงก็คือ กว่ำที ่ text


กรีกจะเขูำไปในยุโรปอีกครัง้ จะเห็นว่ำมันตำมพวกอิสลำมเขูำมำในสเปน
ในช่วงปลำยสมัยกลำงรำวคริสตศตวรรษที ่ 11-12 เขูำมำใหม่ แลูวก็
สรูำงปั ญหำนะครับ บอกไดูว่ำทำำใหูควำมเชือ
่ แบบสมัยกลำงสัน
่ สะเทือน
โดยเฉพำะ text ของอริสโตเติล วิธีกำรคิดและวิธีกำรสอนของอริสโตเติล

ประเด็นของนิทเช่อย่้ตรงทีว
่ ่ำ ใน text เก่ำๆนัน
้ มันเป็ นไปไม่ไดูทีจ
่ ะไป
หำตูนฉบับ เพรำะเรำไม่มีทำงรู้เลยว่ำมันใช่. ยกตัวอย่ำงเช่น เพลโตทีพ
่ ้ด
ถึงโสกรำตีส คนทีเ่ คยอ่ำนเพลโตจะพบว่ำ มีโสกรำตีสอย่ำงนูอย 2 คน.
คนแรกก็คือช่วงเวลำทีโ่ สกรำตีสยังมีชีวิตอย่้ ปรำกฏว่ำโสกรำตีสทีม
่ ีชีวิต
อย่้เขำมีวิธีกำรอย่ำงไรครับ ? ก็คือเขำไปตัง้ คำำถำมกับผู้อืน
่ ถำมว่ำอันนี ้
แปลว่ำอะไร นีแ
่ ปลว่ำอะไร ถำมอย่ำงเดียว.

พอโสกรำตีสเสียชีวิตแลูว เพลโตเขียนถึงโสกรำตีสอีกแบบหนึง่ ตอนนี ้


กลำยเป็ นผู้สอนควำมดี(virtue) อันนีเ้ ป็ นคนละคนเลยนะครับ. คนแรกไม่
ยอมสอนอะไรทัง้ สิน
้ มีลักษณะ sophist มำกเลย ส่วนคนทีส
่ องสอน
ทฤษฎีควำมรัก ทฤษฎีควำมรู้ อะไรต่ำงๆ. ทีนีเ้ รำมำตัง้ คำำถำมว่ำ โสก
รำตีสคนไหนคือตัวแทูจริง ก็มีเพลโตเพียงผู้เดียวนะครับทีพ
่ ้ดถึงโสกรำตี
สอย่ำงละเอียด

ประเด็นอย่้ทีว
่ ่ำ ไม่มีทำงเลย ไม่มีวันทีเ่ รำจะกลับไปพ้ดถึง"ตูนฉบับ" คำำ
ว่ำ"ตูนฉบับ"(original)ไม่มีควำมหมำยในภำษำศำสตร์ อันนีค
้ งเห็นดูวยนะ
ครับ เพรำะมันไม่มีหลักฐำนเพียงพอทีจ
่ ะพ้ดถึง ทำำใหูมันลำำบำก. นิทเช่
ไดูนำำเอำตัวนีม
้ ำอูำง แลูวนำำไปขยำยควำม original text versus
interpretation นัน
่ ก็คือ text เก่ำๆนัน
้ มันเป็ นกำรตีควำมหรือเป็ นจริงแน่
อันนีไ้ ม่มีวันรู้ไดูเลย แต่สำำหรับนิทเช่แลูว เขำบอกว่ำมันมีแต่กำรตีควำม
เท่ำนัน
้ เรือ
่ งของ original text ลืมไปไดูเลย. อันนีเ้ ขำไดูนำำมำใชูกับควำม
คิดโดยทัว
่ ไป ควำมคิดทุกร้ปแบบเป็ นเรือ
่ งของกำรตีควำม อำจจะมี
หลำยๆคนไม่เห็นดูวย
ผมขอเชือ
่ มโยงกับบริบท คือ นิทเช่มช
ี ีวิตอย่้ในช่วงคริสตศตวรรษที ่ 19
ซึง่ เป็ นยุคทีเ่ นูนในเรือ
่ งวิทยำศำสตร์ ผมขอใชูอีกคำำหนึง่ ทีเ่ รำรู้จักก็คือ
positivism นัน
่ คือ "ปฏิฐำนนิยม" พยำยำมใหูปรัชญำเขูำกันกับ
กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ หรือวิธีกำรทีเ่ หมือนกับวิทยำศำสตร์
หมำยควำมว่ำเป็ น"วัตถุวิสัย" คือหมำยควำมว่ำ ผู้ศึกษำกับสิง่ ทีถ
่ ้กศึกษำ
จะตูองแยกกันอย่้. ใหูเรำนึกถึง Max Weber นึกถึงพวกสังคมศำสตร์ ที ่
พยำยำมสรูำงระบบ positivism จึงจะเรียกว่ำเป็ นควำมรู้ทีแ
่ ทูจริง

นิทเช่ บอกว่ำแบบนีม
้ ันไม่มี เป็ นกำรหลอกตัวเองชัดๆ ซึง่ เขำมีตัวอย่ำง
เต็มไปหมด. ก่อนทีจ
่ ะเล่ำใหูฟัง มีตัวอย่ำงพิส้จน์ว่ำมันมีกำรตีควำมในทุก
ครัง้ ทีเ่ รำคิด ตูองบอกสักนิดหนึง่ ว่ำ สิง่ นีไ้ ดูทำำใหูงำนของนิทเช่เป็ นงำนที ่
ไม่มีใครอ่ำนในคริสตศตวรรษที ่ 19 เพรำะไม่ไดูอย่้ในวำทกรรมหลัก.
สไตล์ของนิทเช่ก็ถือว่ำเป็ นอีกประเด็นหนึง่ ทีท
่ ำำใหูผู้คนไม่ยอมรับควำมคิด
ของเขำ เช่น เขำยกตัวอย่ำงว่ำ ในกำรรับรู้นัน
้ เรำไม่เคยเห็นสิง่ ทีเ่ ป็ น
fact หรือ"ขูอเท็จจริง"เพรำะเรำมัวแต่ interpret หรือ"ตีควำม"

จำกแนวคิด phenomenology หรือปรำกฎกำรณ์วิทยำ ทีพ


่ ยำยำมพิส้จน์
ว่ำ ใน perception ของเรำ ผมขอยกตัวอย่ำง ปำกกำดูำมนี ้ ซึง่ ทุกคน
เห็นว่ำมันเป็ น object แต่เวลำทีเ่ รำมองเห็นปำกกำ เรำจะนึกถึงบริบท
ของมันขึน
้ มำโดยทันทีทันใด หมำยควำม เมือ
่ สักคร่้นีม
้ ันอย่้ในกระเป๋ ำ
และผมคิดว่ำตูองนำำมันไปเพรำะจะตูองนำำไปเขียนอะไร ในกำรรับรู้
ปำกกำ เป็ นไปไม่ไดูทีผ
่ มจะตัดขูอม้ลรอบๆของปำกกำดูำมนีอ
้ อกไป คือ
ในประสบกำรณ์ของเรำไม่ทำำเช่นนี ้

เรำสำมำรถทีจ
่ ะแยก fact กับ interpretation ไดูต่อเมือ
่ เรำตัง้ ใจ. ใน
perception จะเป็ น text เอย, หรือจะเป็ นกวี อันนีช
้ ัด, แต่ fact นัน
้ มันมี
กำรตีควำมเขูำมำเกีย
่ วขูองอย่ำงแน่นอน อย่ำงนูอยสิง่ ทีเ่ รำคิดว่ำมันคือ
fact มันตูองมีอะไรทีเ่ กีย
่ วกับ fact ซึง่ เป็ นเรือ
่ งทีน
่ ่ำสนใจ. ผมคิดว่ำใน
ปรัชญำวิทยำศำสตร์หลังๆนี ่ เขำก็ยอมรับกันอย่้แลูวใน paradigm
ต่ำงๆ, ทฤษฎีจะกำำหนด fact ทีเ่ รำคิดว่ำน่ำสนใจหรือไม่น่ำสนใจ.
ปรำกฏว่ำปั จจุบันนีม
้ ันเป็ นทีย
่ อมรับ แต่ในช่วงนัน
้ ตูองต่อสู้กับกระแสของ
พวกวิทยำศำสตร์

- applied to knowledge in general;


- in perception we do not contemplate objects out there
- we are actively, not passively receptive

อันนีค
้ ือกำรขยำยควำมจำกภำษำศำสตร์ พ้ดถึงปรัชญำโดยทัว
่ ไป. ไม่มี
original text คือหมำยควำมว่ำ ไม่มี truth อะไรทัง้ สิน
้ มีแต่กำรตีควำม
เท่ำนัน
้ . ทฤษฎีปรัชญำทัง้ หมดทัง้ ปวง เป็ นเพียงแค่คำดคะเน เพรำะไม่มี
หลักฐำน. ก็เลยสรุปตรงนีว้ ่ำ we are actively, not passively receptive
คือเวลำเรำไปสังเกตสิง่ ต่ำงๆ เรำกระทำำอย่ำง active ไม่ใช่เป็ นแต่เพียง
ผู้รับรู้อย่ำงเดียว. เรำก็มีบทบำทในกำรสรูำงภำพสิง่ ทีเ่ รำรับรู้

ผมขอชวนใหูเรำมำด้ text ภำษำอังกฤษทีแ


่ จกใหูพวกเรำตัง้ แต่ตูนชัว
่ โมง
ด้แค่สองบรรทัดแรกก็พอแลูว ใหูเรำด้ทีผ
่ มตัดมำจำกหนังสือ The
Genealogy of Morals ซึง่ เริม
่ ตูนที ่ Disinterested contemplation คือกำร
พิจำรณำโดยไม่เขูำไปเกีย
่ วขูอง นัน
่ ก็คือ objectivity หรือ"ควำมเป็ น
วัตถุวิสัย"แบบในวิทยำศำสตร์ is a rank absurdity คือเป็ นเรือ
่ งทีไ่ รูสำระ
เป็ นไปไม่ไดู. และเขำไดูพ้ดต่อไปว่ำ เรำควรระมัดระวังใหูมำก เมือ

บรรดำนักปรัชญำพ้ดถึงเหตุผลบริสุทธิ ์, ผู้รู้ซึง่ ไรูกำลเวลำ(ไม่มีเวลำเขูำ
มำเกีย
่ วขูอง), ปรำศจำกควำมเจ็บปวด, ไรูเจตจำำนง, absolute
intelligence เป็ นเรือ
่ งซึง่ เป็ นไปไม่ไดู เพรำะว่ำ concept เหล่ำนี ้ มัน
เป็ นกำรมองทีเ่ ป็ นไปไม่ไดูในประสบกำรณ์ชีวิตประจำำวัน. ในภำษำ
อังกฤษเขียนว่ำ an eye such as no living creature can imagine นัน
่ ก็
คือ เป็ นสำยตำทีไ่ ม่มีสิง่ มีชีวิตใดในโลกสำมำรถจินตนำกำรหรือทำำไดู
เพรำะกำรมองสิง่ ใดสิง่ หนึง่ มันจะตูองมีกำรตีควำมเขูำมำเกีย
่ วขูองดูวย
เสมอ ตูองมีบริบท.

4. the role of language (บทบำทของภำษำ)


- man's interests & expectations influence his perception
- laziness; stick to concepts
- language objectifies interpretations
- abandon myth of original text, objects;
- there is no original - only meanings we give
- illusion of the self

ขูอควำมต่อมำ ตรงนีเ้ ป็ นกำรสรุปสิง่ ทีผ


่ มพ้ดไปเมือ
่ สักคร่้นี ้, ผล
ประโยชน์ ควำมคำดหวังของมนุษย์มันทำำใหูเกิดกำรตีควำม ทำำใหูเกิด
กำรมองอะไรบำงอย่ำงซึง่ มีผลกระทบต่อ perception. นิทเช่พยำยำม
เตือนนักปรัชญำมำตลอดเวลำว่ำ ระวังใหูดี โดยเฉพำะ concept ของตัว
เอง. ทฤษฎีทัง้ หลำย แนวควำมคิดทัง้ หลำยทีค
่ นนัน
้ คิดบูำง คนนีค
้ ิดบูำง
ไม่มีควำมจริงอย่้ มีแต่กำรตีควำม. ยิง่ ในทำงปรัชญำมันเกิดอะไรขึน
้ ใน
ทำงปรัชญำมันมี concept มำนำนแลูว อย่ำงเช่นคำำว่ำ สำรัตถะ, กำย,
จิต, นิทเช่บอกว่ำนีเ่ ป็ นกำรตีควำม เรำตัง้ ชือ
่ ใหูกับกำรตีควำม แลูวพอ
มันไดูชือ
่ แลูว มันก็ดำำเนินไปกับสิง่ ทีเ่ รียกว่ำ "จิต" หรือว่ำ "กำย" ก็ตำม.

คือในทำงปรัชญำ เรำมี concept เกีย


่ วกับสิง่ เหล่ำนี ้ แลูวเรำก็คิดว่ำมันมี
อย่้จริง แทูจริงแลูวมันก็เป็ นเพียงแค่กำรตีควำมเท่ำนัน
้ เอง. อย่ำงทีบ
่ อก
นะครับ language หรือว่ำ "ภำษำ" มันจะ objectifies หรือทำำใหูเป็ นตัว
ตน เป็ นร้ปธรรมขึน
้ มำ ทำำใหูเรำคิดว่ำมันตูองมีอย่้จริง. นิทเช่ก็เลยสรุป
ว่ำ เรำควรยกเลิก myth of original text, หรือ original object ในทำง
ปรัชญำ. นัน
่ หมำยควำมว่ำอะไร ? ก็คือหมำยควำมว่ำ สิง่ ทีน
่ ักปรัชญำ
พยำยำมแสวงหำนับตัง้ แต่เพลโตมำจนถึงปั จจุบันนี ้ เป็ นเรือ
่ งทีเ่ สียเวลำ
เปล่ำๆ แต่พวกเขำไม่รู้ตัว

แมูแต่ self มันก็ไม่มีอย่้จริง. อันนีอ


้ ย่ำเพิง่ รีบเปรียบเทียบระหว่ำงตะวัน
ตกและตะวันออก วัตถุประสงค์ของนิทเช่นะครับ เขำตูองกำรใหูเรำ
ตระหนักถึงอุปสรรคของควำมรู้ อันนีม
้ ีลักษณะคลูำยๆกับโสกรำตีส เขำ
ไม่ไดูสอนอะไรทัง้ สิน
้ เขำเพียงบอกเรำว่ำใหูระวัง เขำใชูคำำว่ำ ควำมรัก,
หรือควำมรู้, เหตุผล, แมูแต่ self มันเกิดปั ญหำขึน
้ มำ คือคิดไปว่ำมัน
ตูองมีอย่ำงนัน
้ แต่ทีจ
่ ริงไม่มี

สำำหรับเรือ
่ ง self ก็มี text ทีจ
่ ะพิส้จน์ว่ำมันไม่มีอย่้จริง. เขำบอกว่ำ พวก
เรำเคยชินกับไวยำกรณ์ ขอยกตัวอย่ำงในภำษำอังกฤษนะครับ คือมัน
ตูองมี subject กับ predigest. เช่นประโยค The car is red. The car ก็
คือ subject ส่วน is red ก็คือ predigest. เรำเคยชินกับวิธีกำรแบบนีจ
้ น
กระทัง่ เรำนำำมันมำใชูทัว
่ เลย. คนธรรมดำเวลำทีเ่ ขำเห็น "แสงสว่ำง" เขำ
มักจะแยก agent กับ ผล. ทัง้ ๆทีเ่ ขำเห็นอย่้อย่ำงเดียว เขำเห็นแสงนัน

แต่ว่ำโดยร้ปแบบของภำษำทำำใหูเขำคิดว่ำมันจะตูองมี agent. มันจะตูอง
มีเหตุกับผล. อันนีค
้ ลูำยกับที ่ Wittgenstein พ้ดถึงควำมคิด, คนชอบไป
หำว่ำ thinking มันอย่้ทีไ่ หน ? แทูจริงแลูวมันไม่มีนะ มันมีแต่ activity
เท่ำนัน
้ ก็คือว่ำนิสัยทำงภำษำของเรำ (linguistic habit) กำำหนดใหูเรำหำ
ตัวกระทำำ ซึง่ มันไม่มี เช่น I think therefore I am อันนีเ้ รำมักจะ ใหู I
เป็ น agent ของ "กำรคิด". ซึง่ อันนีเ้ รำจะไม่ลงไปลึกมำกนะ

ในกำรวิจำรณ์ของนิทเช่ บอกว่ำ ทีจ


่ ริงแลูวบอกว่ำ"มันไม่มีอะไรเลย
แมูแต่นิดเดียว". แมูแต่วิทยำศำสตร์เอง, concept ของวิทยำศำสตร์
มำกมำยก็ไดูถ้กวิจำรณ์. นิทเช่บอกว่ำ วิทยำศำสตร์นัน
้ ยังดีอย่้อย่ำงหนึง่
คือ ยอมรับว่ำมีกำรตีควำมต่อเนือ
่ งไปเรือ
่ ยๆ และลักษณะ positivism ไม่
เคยคิดว่ำควำมรู้ทีเ่ ขำเสนอไวูนัน
้ เป็ นควำมจริง เป็ นแค่เครือ
่ งมือทีจ
่ ะ
จัดกำรโลกทีอ
่ ย่้รอบตัวเท่ำนัน
้ คือเป็ น instrumentalism. อย่ำงทีเ่ รำรู้
วิทยำศำสตร์นัน
้ มีทฤษฎีทีเ่ ปลีย
่ นแปลงไปเรือ
่ ยๆ แต่นักวิทยำศำสตร์ก็ยัง
มัน
่ ใจว่ำ วิทยำศำสตร์ของเขำมันจริงกว่ำควำมรู้สำขำอืน
่ ๆ

คิดว่ำประเด็นหลักของนิทเช่ มันอย่้ทีว
่ ่ำ สำมำรถทีจ
่ ะ destruct หรือ
ทำำลำยแนวควำมคิดหลักๆทีม
่ ีอย่้ในปรัชญำ, ในวิทยำศำสตร์, ใน
ศำสนำ, และในทุกๆสำขำวิชำ. คือหมำยควำมว่ำ กรอบควำมคิดใน
ทุกๆสำขำวิชำมันมีควำมคำดหวังอย่้เบือ
้ งหลัง แลูวปรัชญำถูำมองในแง่นี ้
มันเป็ นภำพหลอก หรือ fake. ขอใหูเรำมำด้ขูอต่อมำ

5. psychological basis of thought: (พืน


้ ฐำนทำงจิตวิทยำเกีย
่ วกับควำม
คิด)
- philosophy is fake - attempts to justify beliefs
- science also rests on interpretations

อันนีม
้ ีคนชอบอูำงถึงเพลโตเป็ นหลัก เพลโตเป็ นตัวอย่ำงนักปรัชญำที ่
นิทเช่ไม่ชอบเป็ นอย่ำงยิง่ . คนทีถ
่ นัดในปรัชญำกรีก คงจะรู้นิดหนึง่ ว่ำ
ประเด็นหลักก่อนหนูำโสกรำตีส เขำจะพ้ดกันถึงเรือ
่ ง being and
change พยำยำมจะอธิบำยถึงกำรเปลีย
่ นแปลงของสิง่ ต่ำงๆ โดยอูำงถึง
นำำ
้ บำงคนก็อูำงถึงไฟ. นิทเช่บอกว่ำอันนีย
้ ังพอไดู เขำพยำยำมทีจ
่ ะพ้ด
ถึงควำมเคลือ
่ นไหวทีม
่ ีอย่้บนโลกนี ้ แต่พอไปถึงเพลโตแลูว เขำไม่ยอมใหู
มีกำรเคลือ
่ นไหว เขำสรูำงระบบอภิปรัชญำขึน
้ มำ เพือ
่ ทีจ
่ ะใหูควำมจริง
นัน
้ มันอย่้รอดจำกกำรเปลีย
่ นแปลง. นิทเช่บอกว่ำ อันนีเ้ ขำไม่ยอมรับ
สภำพแทูจริงในโลกนี ้ อันนีเ้ ขำยอมไม่ไดู นักปรัชญำก็เป็ นอย่ำงนีล
้ ะครับ.
อย่ำงไรก็ตำม มันก็เป็ นเพียงเรือ
่ งของกำรตีควำม และพยำยำมทีจ
่ ะเอำ
เหตุผลของเขำมำสนับสนุน

วิทยำศำสตร์เองก็เป็ นกำรตีควำม (ปฏิฐำนนิยมเป็ นกำรตีควำม) ไม่ใช่


ควำมรู้ทีแ
่ ทูจริง เป็ นเพียงแค่ instrument. ยิง่ ไปกว่ำนัน
้ ควำมคิดยังเป็ น
ภำพหลอกทีน
่ ำำมำใชู มันยังเป็ น disease หรือโรคดูวย, ควำมคิดเป็ นโรค
ชนิดหนึง่ . ในช่วงนัน
้ ดำร์วินไดูเขียนหนังสือ On the origin of species
by means of natural selection ซึง่ นิทเช่คงไดูรับอิทธิพลจำกนัน
้ มำบูำง
และเขำพยำยำมพิส้จน์ว่ำ สัตว์นัน
้ มีควำมใกลูชิดกับธรรมชำติมำกกว่ำ
มนุษย์

6. consciousness is a disease: (ควำมคิดและจิตสำำนึกเป็ นโรคอย่ำง


หนึง่ )
- all thinking is aberration
- animal lack consciousness, ideal
- concepts distort reality
- philosophy fears reality
- problem of relativism

ควำมคิดทัง้ ปวงเป็ นเรือ


่ งของกำรบิดเบือน คือพอเรำคิด เรำใชู concept,
concept นัน
้ เป็ นเพียงแค่กำรตีควำม แต่เรำคิดว่ำมันเป็ นควำมจริง. สัตว์
ทัง้ หลำยไม่มี consciousness ซึง่ มันดี เพรำะ consciousness ทีเ่ รำมี
เรำคิดว่ำมันจะช่วยปลดปล่อยเรำจำกสัญชำตญำน แต่พอเรำไดู
consciousness แลูว ก็เกิดควำมสำำนึกผิดๆตำมมำดูวย.

ในภำษำไทยมีคำำว่ำ"หักหูำมใจ" หมำยควำมว่ำ มีสิง่ ทีอ


่ ยำกจะทำำแต่ไม่
กลูำ เพรำะไม่รู้ว่ำคนอืน
่ เขำจะคิดย่ำงไร ? สัตว์จะไม่มีแบบนี ้ ถูำมัน
อยำกผสมพันธ์ุมันก็จะผสมพันธ์ุไม่ว่ำทีไ่ หนก็ตำม เมือ
่ มันหิวมันก็จะไป
หำกิน. มนุษย์เองกลับสรูำงช่องว่ำงระหว่ำงธรรมชำติกับตัวเอง

ยิง่ ไปกว่ำนี ้ มนุษย์เรำมี ideal หรือ"อุดมคติ" พอเรำมี consciousness


แลูว เรำสรูำง ideal ต่อ. อย่ำงเช่น ผมอยำกจะเป็ นด็อกเตอร์ทำง
ปรัชญำ แลูวไม่ประสบผลสำำเร็จ มันเกิดอะไรขึน
้ . มันเป็ นวัตถุประสงค์
ของผม แทนทีจ
่ ะช่วยใหูผมประสบควำมสำำเร็จ มันกลับทำำใหูผมรู้สึกแย่
ทุกทีเลย เพรำะไม่สำมำรถทำำไดูสักที. หรืออยำกเลิกส้บบุหรี ่ แต่ไม่
ประสบผลสำำเร็จสักที. คือทัง้ หมดทีน
่ ักปรัชญำคิดว่ำน่ำจะเป็ นสิง่ ทีด
่ ี
หมำยถึงอุดมคติทัง้ หลำย นิทเช่กลับไปพ้ดในสิง่ ทีต
่ รงกันขูำม เพรำะ
มนุษย์แทนทีจ
่ ะมีควำมสัมพันธ์กับธรรมชำติ มนุษย์กับมีควำมสัมพันธ์ไม่
ตรงกันกับธรรมชำติ ทำำใหูเกิดปั ญหำ. อันนีล
้ ักษณะคลูำยๆกันกับ
Freud. Sigmund Freud ก็ชอบอูำงถึง Nietzsche

เมือ
่ สักคร่้ไดูบอกไปแลูวว่ำ Concept ชอบบิดเบือนควำมจริง. ปรัชญำ
กลัวควำมเป็ นจริง เพรำะควำมเป็ นจริงมันเปลีย
่ นอย่้ตลอดเวลำ. นัก
ปรัชญำโดยทัว
่ ไปชอบสรูำงระบบ พอสรูำงระบบขึน
้ มำแลูวก็ไปบังคับสิง่ ที ่
เคลือ
่ นไหวหรือเปลีย
่ นแปลงอย่้มันหยุดนิง่ อันนีเ้ ป็ นสิง่ ทีผ
่ ิดธรรมชำติ

มำถึงเรือ
่ งของ"สัมพัทธนิยม" นัน
่ คือ มันไม่มีควำมจริง มันมีแต่กำร
ตีควำม. พอพ้ดออกมำอย่ำงนีแ
้ ลูว สิง่ ทีน
่ ิทเช่พ้ดนัน
้ มันมีค่ำมำกนูอยแค่
ไหน ? อันนีก
้ ็ลำำบำก นักปรัชญำแต่ละคนก็มัวแต่ตีควำม. สำำหรับนิทเช่
เองก็พยำยำมจะเสนอปรัชญำของตัวเอง ว่ำควำมคิดของเขำเป็ น"ควำม
จริง"ในแง่หนึง่ . อันนีม
้ ันขัดแยูงกับตัวเอง

ยังมี concept อีกอันหนึง่ ซึง่ เป็ นทีร


่ ู้จัก นัน
่ คือ Over Man หรือแปลว่ำ
"อภิมนุษย์" อันนีเ้ ป็ นส่วนทีน
่ ิทเช่ไดูพ้ดถึงมำกพอสมควร. จำกกำรทีพ
่ ้ด
ถึงสัตว์และมนุษย์เมือ
่ สักคร่้ ก็พอสรุปไดูว่ำ ตูองกำรใหูมนุษย์มีควำม
สัมพันธ์กับธรรมชำติอย่ำงใกลูชิด มีควำมสัมพันธ์ทีด
่ ีอย่้กับธรรมชำติ.

7. the will to power (เจตจำำนงทีจ


่ ะมีอำำนำจ)
- cosmological principle
- consciousness creates inhibitions
- 2 sets of value = strong (master morality) / weak (slave morality)
- genesis of slave morality
- morality make life tolerable (ascetism, activity, rage)

นิทเช่สรุปว่ำ หลักกำรอันหนึง่ ทีท


่ ำำใหูมนุษย์มีชีวิตก็คือ the will to power
ควำมตูองกำรอำำนำจ. แทูจริงแลูวเขำไม่ไดูเขียนหนังสือทีต
่ ัง้ ชือ
่ แบบนี ้ พี ่
สำวของเขำไปปรับปรุงเพือ
่ ใหูมันสอดคลูองกับควำมตูองกำรของนำซี.

อย่ำงทีอ
่ ธิบำยไปแลูวว่ำ consciousness ทำำใหูเกิดควำมไม่สบำยใจ ถูำ
จะใหูมันดีแลูวก็ควรทีจ
่ ะทิง้ ระบบศีลธรรมทัง้ หมดไปเลย เพรำะว่ำระบบ
ศีลธรรมทัง้ ปวงมันสรูำงควำมลำำบำกใจใหูกับมนุษย์ คือ มนุษย์มีควำม
ตูองกำรพลัง(power) มีควำมตูองกำรหลำยๆอย่ำง แต่พอมีระบบศีล
ธรรมเกิดขึน
้ ศีลธรรมนัน
้ จะหักหูำมเรำตลอดเวลำ นิทเช่ก็จึงพยำยำมที ่
จะใหูคนทุกคนทิง้ ศีลธรรมนีไ้ ปเสีย.

เขำบอกว่ำ Over Man อย่ำไปยึดติดอะไรมำกนัก, แต่อย่ำงไรก็ตำม เขำ


ไม่ไดูอธิบำยมำกนักว่ำ Over Man มีลักษณะอย่ำงไร ? คือ เขำพยำยำม
จะใหูคนไม่เชือ
่ ในระบบศีลธรรม เพรำะว่ำศีลธรรมก็เป็ นเพียงกำรตีควำม
มันไม่จริง มันไม่มีจริง หรือมันไม่ไดูถ้กตูองไปกว่ำระบบอืน
่ ๆ แต่พวกเรำ
กลับถ้กครอบงำำใหูตกอย่้ภำยใตูระบบศีลธรรม
นิทเช่ จะหัวเรำะเยำะคนทีน
่ ับถือ morality ในทุกๆร้ปแบบ เขำบอกว่ำ
มันไปตกเป็ นทำส(slave) คือคนทีน
่ ับถือศีลธรรมก็คือคนทีเ่ ป็ นทำส. แต่
ประเด็นหลักอย่้ทีว
่ ่ำ มนุษย์มี ideal แต่ไม่สำมำรถสรูำง ideal ใหูเป็ นจริง
ขึน
้ มำไดู ก็เลยตูองกำรสิง่ ปลอบใจ. นิทเช่บอกว่ำ นีค
่ ือหนูำทีห
่ ลักของ
ระบบศีลธรรมหรือศำสนำของเรำ. เมือ
่ คนเรำรู้สึกไม่สบำยใจ คนก็
ตูองกำรทีพ
่ ึง่ เพือ
่ ทีจ
่ ะทำำใหูเรำพอจะอย่้ต่อไปไดู(tolerable). และใหู
สังเกตศำสนำทุกศำสนำ จะมีเทคนิคในกำรทำำใหูกำรโมโห หรือว่ำพลัง
ชีวิตทีม
่ ีอย่้ สงบลง ดูวยกำรบำำเพ็ญตบะแบบฤษี(ascetism) อย่้คนเดียว
แบบสันโดษ ตัดกิเลสลงไปเสีย หรือไม่ก็ใหูเรำทำำงำนหนักในวัด(activity)
เช่นในวัดสมัยกลำง ทำำงำนตัง้ แต่ 6 โมงเชูำจนถึงดึก เพือ
่ จะไดูไม่ตูองไป
คิดอะไรทีไ่ ม่ควรคิด ไม่ควรทำำ.

หรือ rage ศำสนำทุกศำสนำจะมีอย่้ช่วงหนึง่ ทีจ


่ ะมี violence ออกมำ อัน
นีเ้ ป็ นทีย
่ อมรับ. ผมอยำกจะยกตัวอย่ำงกำรกินเจทีภ
่ ้เก็ต เทศกำลดัง
กล่ำวเรำจะเห็นกำรใชูควำมรุนแรงในร้ปแบบต่ำงๆของพวกคนทรงทัง้
หลำย. ในศำสนำคริสต์ก็เช่นเดียวกัน จะมีเทศกำลทรมำนตัวเอง อย่ำง
เช่นในประเทศฟิ ลิปปิ นส์ จะมีพิธี crucify หรือกำรตรึงกำงเขนดูวยตะป้.
ศำสนำทุกศำสนำมีร้ปแบบเช่นนี ้ มันมีควำมรุนแรง มันมีกำรฆ่ำในนำม
ของศำสนำ มันมีเรือ
่ งของ violence. แทูจริงแลูวมันไม่เกีย
่ วกับศำสนำ
เลย มันเป็ นพลังทีม
่ ีอย่้ในมนุษย์

8. decadence of culture (ควำมเสือ


่ มโทรมของวัฒนธรรม)
- slave morality dominate
- hypocrisy

เรือ
่ งของควำมเสือ
่ มโทรมทำงวัฒนธรรม ควำมจริงแลูวเขำพ้ดถึงวัฒนธร
รมในคริสตศตวรรษที ่ 19 แต่ผมคิดว่ำใชูไดูกับในปั จจุบันนี ้ ก็คือ
วัฒนธรรมมันใชูอุดมกำรณ์ทีม
่ ันตำยมำหลำยรูอยปี แลูว เขำก็เลยใชูคำำ
ว่ำ hypocrisy หมำยถึงกำรเสแสรูง หลอกลวง หรือหนูำไหวูหลังหลอก.
คือผู้คนยังทำำตัวเป็ นผู้นับถือศำสนำ แต่ควำมจริงพระเจูำตำยไปนำนแลูว.
ปรำกฎว่ำระบบศีลธรรมมันมำควบคุมเรำใหูเชือ
่ ในระบบนัน
้ .

ระบบประชำธิปไตยก็เช่นเดียวกัน มันทำำใหูบุคคลซึง่ มีควำมสำมำรถ


พิเศษตูองฟั งเสียงของคนกลุ่มใหญ่ เขำบอกว่ำมันเป็ นทีพ
่ ึง่ ของคนที ่
อ่อนแอเพือ
่ ทีจ
่ ะอย่้รอด

9. existential problem
- cause of herd mentality = fear
- god is dead
- eternal recurrence of things

นักปรัชญำ postmodern ทีช


่ อบอูำงถึงว่ำ "พระเจูำนีต
้ ำยแลูว" และมำ
เปลีย
่ นเป็ น"มนุษย์นีต
้ ำยแลูว" เป็ นควำมคิดของนิทเช่. ทีบ
่ อกว่ำ"พระเจูำ
นีต
้ ำยแลูว" ก็เพรำะศำสนำคริสต์ในโลกตะวันตกมันไม่มีควำมหมำยมำ
ตัง้ นำนแลูว ก็คือ มันไม่มีควำมหมำยมำตัง้ แต่ตูนคริสตศตวรรษที ่ 18 แต่
ผู้คนก็ยังทำำตัวเหมือนกับไม่มีอะไร ไม่มีปัญหำ. ด้จำกร้ปภำยนอกก็ยัง
เป็ นชำวคริสต์อย่้ แต่ภำยในไม่ไดูนับถือแลูว

จะเชือ
่ หรือไม่เชือ
่ มันไม่ใชูปัญหำสำำหรับนิทเช่, ทีส
่ ำำคัญอย่้ทีว
่ ่ำมันมำ
ควบคุมผู้คนในสังคม มันมำครอบงำำ ทำำใหูคนกลัวทีจ
่ ะใชูชีวิตกันอย่ำง
เต็มที ,่ เป็ นกำรสรูำงสำำนึก. ดังนัน
้ นิทเช่จึงพ้ดอย่ำงประชดประชันว่ำ อัน
ทีห
่ นึง่ "พระเจูำตำยแลูว", และต่อมำ ทุกสิง่ ทุกอย่ำงจะหวนกลับมำตลอด
อันนีไ้ ม่ใช่กฎแห่งกรรม แต่เป็ นกำรประชดประชันมนุษย์ทีเ่ ชือ
่ ว่ำ"ทำำดี ไดู
ดี - ทำำชัว
่ ไดูชัว
่ " หรือว่ำทำำคุณควำมดีเอำไวูในโลกนี ้ ตำยไปขึน
้ สวรรค์
จะมีรำงวัล ซึง่ มันเป็ นคำำพ้ดของศำสนำทุกศำสนำว่ำมีรำงวัลใหู ทำำบุญ
มำกๆจะไดูรำงวัล. นิทเช่บอกว่ำไม่มีอะไรเลย เกิดมำพิกำร จึงพยำยำม
ทำำบุญมำกๆเพือ
่ ว่ำในชำติหนูำจะไดูเกิดมำเป็ นคนทีส
่ มบ้รณ์ นิทเช่บอก
ว่ำ จะตูองมำเกิดอีกและเป็ นคนพิกำรอีก. คือควำมจริงไม่มีหลักฐำน เขำ
ตูองกำรทีจ
่ ะมำประชดประชันคนทีเ่ ชือ
่ แบบนี ้

10. overman (อภิมนุษย์)


- individuals mastering themselves
- suspension of ethical categories
- artistic creativity
- here consciousness has positive role

พ้ดถึงเรือ
่ งของ overman ผมคิดว่ำมีคนใหูควำมสำำคัญเกีย
่ วกับเรือ
่ งนีก
้ ัน
มำกเกินไปในทฤษฎีของนิทเช่. พวก individuals ทีส
่ ำมำรถควบคุม
ตนเองไดูโดยไม่สนใจใคร จะแต่งตัวโป๊ หรืออะไรก็แลูวแต่โดยไม่สนใจคน
อืน
่ อันนีเ้ ป็ นเรือ
่ งยำกทีจ
่ ะหำคนทีม
่ ีควำมกลูำหำญแบบนี ้ อันนีค
้ ือ
ลักษณะของ overman. เป็ นคนทีก
่ ลูำทวนกระแส กลูำต่อตูำนกับกระแส.
หมำยควำมว่ำเป็ นกำรยกเลิก categories ทำง ethic เป็ นกำรยกเลิกไม่
สนใจเรือ
่ งจริยธรรมเลย ทำำอะไรทีต
่ รงกันขูำมกับสิง่ ทีผ
่ ู้คนทัว
่ ไปกำำลังคิด
กันอย่้

artistic creativity นิทเช่บอกว่ำ อันนีส


้ รุปนะครับคือ ถูำสมมุติว่ำเรำ
ยอมรับว่ำพระเจูำไม่มีอย่้ ไม่มีระบบศีลธรรมอะไรทัง้ สิน
้ ทีม
่ ำช่วยเหลือ
เรำในกำรดำำเนินชีวิตไดู คงจะมีหลำยต่อหลำยคนรู้สึกผิดหวัง คือ
หมำยควำมว่ำผู้คนทัว
่ ไปมักจะผิดหวัง

ขออูำงถึง Schopenhauer นิดหนึง่ ซึง่ เป็ นหนังสือทีน


่ ิทเช่ชอบมำก เป็ น
pessimism หรือมองโลกในแง่รูำย. คือพอเรำไปตระหนักถึงกระบวนกำร
ชีวิต will of power เรำจะสังเกตว่ำ เรำนีแ
่ ทบไม่เกีย
่ วเลยนะครับ มันจะ
บังคับใหูเรำไปหำอะไรๆไปเรือ
่ ยๆ แลูว Schopenhauer ไดูมำสรุปว่ำ
เป็ นเรือ
่ งน่ำเศรูำ จะมีอย่ำงเดียวทีช
่ ่วยเหลือเรำไดูก็คือศิลปะ เป็ นบำง
ครัง้

แต่นิทเช่บอกว่ำ ไม่ตูองไปเศรูำ ยอมรับมันอย่ำงเต็มที ่ หัวเรำะออกมำ


ดังๆ บูำบอก็ไม่เป็ นไร. เขำบอกว่ำ ยอมรับมันเสียสำำหรับควำมไรูสำระ
ของชีวิตแบบนี ้. แต่ในควำมเป็ นจริง คนทีผ
่ ิดหวังนัน
้ มักจะอย่้เฉยๆ ไม่
ยอมทำำอะไรทัง้ สิน
้ แต่นิทเช่บอกว่ำ อย่ำสนใจระบบศีลธรรมอะไรทัง้ สิน

และพยำยำมสรูำงชีวิตตัวเองเหมือนผลงำนศิลปะ

11. significance of Nietzsche

ควำมสำำคัญของนิทเช่ ก็คือ เรือ


่ งของ postmodern เขำเริม
่ มีชือ
่ เสียงใน
ศตวรรษที ่ 20 ช่วงหลังสงครำมโลกครัง้ ทีส
่ อง ก่อนหนูำนัน
้ แทบไม่มีใคร
รู้จัก ถูำจำำไม่ผิด Heidegger ไดูไปเขียนหนังสือเกีย
่ วกับ Nietzsche
ทำำใหูนักปรัชญำเริม
่ สนใจ Nietzsche มำกขึน
้ . แต่ในระบบของพวก
Marxist นัน
้ ซึง่ มำควบคุมแนวคิดฝรัง่ เศส หรือปรัชญำในยุโรปช่วงหลัง
สงครำมโลกครัง้ ทีส
่ อง ไม่มีใครสนใจ.

Nietzsche เป็ นพวก anti คือ anti-socialist , anti-marxist อะไรที ่


พยำยำมตัง้ กฎเกณฑ์ขึน
้ มำ เขำจะไม่ยอม เอำเป็ นว่ำเป็ น individualist
หรือ aesthetic individualism เขำกลัวทีส
่ ุดว่ำตัวเองจะถ้กลูำงสมอง. ขอ
ยกตัวอย่ำงนิดหนึง่ ว่ำ เขำมีเพือ
่ นรักคนหนึง่ คือ Richard Wagner เป็ นคีต
กวีชำวเยอรมัน เขำชืน
่ ชมมำกเลย และถือว่ำมีลักษณะเป็ น overman ใน
สำยตำของนิทเช่. แต่พอเขำเปลีย
่ นสไตล์กำรแต่งเพลงไปเกีย
่ วขูองกับ
เรือ
่ งศำสนำ หรือยกย่องควำมเป็ นเยอรมันในควำมเป็ นดนตรีของเขำ
นิทเช่จึงแยกออกมำ เพรำะไม่ชอบ. นิทเช่จะ anti ชำตินิยมเยอรมัน ใคร
ทีไ่ ปบอกว่ำนิทเช่เป็ นเครือ
่ งมือของพวกนำซี อันนีไ้ ม่เกีย
่ วเลย ถ้ก
บิดเบือนมำกกว่ำ

หลำยต่อหลำยคนทีไ่ ม่ชอบอ่ำนของนิทเช่ เพรำะเขำบอกว่ำนิทเช่ถ้กนำำ


มำใชู propaganda เยอรมัน พวกชำตินิยม, พวก overman ในยุโรป คือ
หมำยถึงอูำงถึงนิทเช่เพือ
่ ทีจ
่ ะทำำอะไรบำงอย่ำงทีไ่ ม่ควรทำำ. แต่ปรำกฎว่ำ
ถูำไปอ่ำนนิทเช่จะสังเกตว่ำ เยอรมันเป็ นสิง่ ทีเ่ ขำอูำงถึงบ่อยมำก มีอย่้ที ่
หนึง่ ซึง่ เขำบอกว่ำ เวลำไปอย่้ใกลูๆเยอรมันเขำอยำกจะอวก. เขำชอบ
พ้ดว่ำ ควำมเป็ นเยอรมันในตัวเขำไม่รู้ว่ำมันมำอย่ำงไร เขำชอบอูำงว่ำตัว
เองเป็ นชนชัน
้ ส้งของโปแลนด์ ซึง่ อันนีไ้ ม่จริง แต่เพือ
่ ปฏิเสธควำมเป็ น
ชำตินิยมเยอรมัน

หลังสงครำมโลกครัง้ ทีส
่ อง มีคนปฏิเสธทีจ
่ ะอ่ำนงำนของนิทเช่, พวก
socialism, communism ในฝรัง่ เศสก็ปฏิเสธนิทเช่ เขำเพิง่ มำดังเมือ
่ ช่วง
1960 กว่ำๆ ในช่วง student revol หรือกำรประทูวงของนักศึกษำต่ำงๆ
แต่แมูแต่ช่วงนัน
้ ยังมีอิทธิพลของพวก marxist มำควบคุมพอสมควร.
เขำเพิง่ มำมีชือ
่ เสียงอีกก็ตอนที ่ Foucault ไดูนำำเอำ genealogy หรือ
วงศำวิทยำมำใชู อันนีม
้ ีวัตถุประสงค์เดียวกันนะครับ ก็คือเพือ
่ ทีจ
่ ะต่อ
ตูำนกระแสกำรมองประวัติศำสตร์

ผมอยำกจะยกตัวอย่ำงนิดหนึง่ เกีย
่ วกับควำมสำำคัญของนิทเช่ ก็คือ "กำร
ตีควำม". ขอยูอนกลับไปทีป
่ รัชญำกรีกนิดหนึง่ พอเรำยูอนกลับไปมอง
ปรัชญำกรีก เรำมักจะยกย่อง เพรำะอะไรครับ ? เพรำะว่ำมันเป็ น
ตัวอย่ำงควำมคิดเหตุผล กำรควบคุมอำรมณ์ และสมดุลย์ กำรประสำน
กลมกลืนระหว่ำงควำมคิดและอำรมณ์ เป็ นกำรยกย่องเทพ Apollo ซึง่
เป็ นตัวแทนของเหตุผล ควำมสุขุมรอบคอบ เยือกเย็น.
นิทเช่กลับมีควำมเห็นไปในทำงตรงขูำม เขำบอกว่ำสิง่ ทีท
่ ำำใหูวัฒนธรรม
กรีกยิง่ ใหญ่ไม่ใช่ Apollo แต่เป็ น Dionesus เป็ นเทพแห่งอำรมณ์ ควำม
เร่ำรูอน ควำมตืน
่ เตูน ร่วมรัก เมำเหลูำ. สังเกตด้เรือ
่ ง โศกนำฎกรรม
กรีก ไม่ใช่เป็ นเรือ
่ งของเหตุผลเลย เป็ นเรือ
่ งของควำมโหดรูำย เรือ
่ งของ
กำรแกูแคูนเป็ นส่วนใหญ่. เวลำทีเ่ รำยูอนกลับไปมองอดีต เรำใชู
concept ของ reason ปรัชญำทีเ่ รำชอบไปสวมอดีต อันนีเ้ รำเซนเซอร์
อดีต

ผมขอยกอีกตัวอย่ำงหนึง่ คือทุกคนคงมีร้ปถ่ำยของตัวเองเก็บเอำไวูตัง้ แต่


สมัยอดีต เมือ
่ สิบปี ทีแ
่ ลูว เรำแต่งตัวอย่ำงไร หนูำตำอย่ำงไร เมือ
่ เรำ
ยูอนกลับไปพลิกด้อัลบัม ทันทีทันใด เรำเกิดไม่ชอบร้ปอดีตของเรำขึน
้ มำ
เรำรู้สึกอำยกำรแต่งตัวของเรำ. หรือผู้หญิงบำงคน เพิง่ ถ่ำยร้ปมำ
หมำดๆ รู้สึกไม่ชอบก็เลยดึงร้ปนัน
้ ทิง้ ไป ผูช
้ ำยดูวยก็เหมือนกันทีท
่ ำำแบบ
นี ้ คือแมูแต่กำรมองชีวิตตัวเอง ไม่ตูองยูอนไปในอดีต ไม่ตูองยูอนไปกรีก
มันก็เกิดกำรเซนเซอร์เกิดขึน
้ เป็ นกำรตีควำม. ก็เลยคิดว่ำ ควำมสำำคัญ
ของเขำ(significance of Nietzsche)มันอย่้ตรงนี ้ พวก concept ทัง้ หลำย
ทีเ่ รำใชูในสำขำวิชำต่ำงๆ มันเป็ นอุปสรรคต่อควำมรู้
Max weber

เม็กซ์ เวเบอร์ นักคิดชำวเยอรมันใหูควำมสำำคัญกับกำ


รกระทำำของบุคคลในฐำนะเป็ นผู้สรูำงสรรค์ร้ปแบบทำงสังคมและ
วัฒนธรรม งำนของเวเบอร์จึงถ้กมองว่ำเป็ นงำนศึกษำแบบ ideational ใหู
ควำมสนใจต่อควำมคิด ตรงขูำมกับกำรศึกษำของมำร์กซ์ทีส
่ นใจเรือ
่ ง
วัตถุ อย่ำงไรก็ตำมกำรศึกษำของเวเบอร์ทีส
่ นใจเรือ
่ งปั จเจกบุคคลทีม
่ ี
ควำมคิดสรูำงสรรค์เป็ นสิง่ ทีท
่ ำำใหูเห็นควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรผลิตใน
สังคม กำรศึกษำของเวเบอร์มีกำรวิเครำะห์พลังของควำมคิดและวัตถุ
ซึง่ มีอิทธิพลต่อกำรศึกษำทำงมำนุษยวิทยำในคริสต์ศตวรรษที ่ 20 และมี
อิทธิพลต่อกำรเกิดขึน
้ ของแนวคิดเศรษฐศำสตร์กำรเมืองและโพสมอ
เดิร์นในทศวรรษที ่ 1970-1980

งำนศึกษำสำำคัญของเวเบอร์ 2 เรือ
่ ง คือ The
Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism(1920) และ The
Sociology of Religion(1922) เวเบอร์อธิบำยพัฒนำกำรของสังคมในช่วง
เวลำต่ำงๆ ถึงแมูว่ำเวเบอร์จะมีควำมคิดแบบทฤษฎีวิวัฒนำกำร แต่เว
เบอร์ก็คิดไม่เหมือนเอ็ดเวิร์ด ไทเลอร์ และลิวอิส เฮนรี มอร์แกน แต่เว
เบอร์ไม่ไดูคิดว่ำวิวัฒนำกำรทำงสังคมไม่มีลำำดับขัน
้ ทีต
่ ำยตัว เวเบอร์เชือ

ว่ำในแต่ละยุคสมัยจะมีควำมเชือ
่ ทีแ
่ ตกต่ำงกัน วิวัฒนำกำรจึงมีแนวทำงที ่
ไม่เหมือนกันและทำำใหูมนุษย์มีควำมแตกต่ำงหลำกหลำย อย่ำงไรก็ตำม
เวเบอร์ก็ยังคิดแบบชำวตะวันตกทีย
่ ึดสังคมของยุโรปเป็ นบรรทัดฐำน

หลักคิดของเวเบอร์ เชือ
่ ว่ำสังคมทีซ
่ ับซูอนเกิดมำจำกแบ่งหนูำทีก
่ ำร
ทำำงำนทีห
่ ลำกหลำยของบุคคล หนูำทีก
่ ำรทำำงำน ทำำใหูเกิดกำรแบ่ง
ฐำนะส้งต่ำำทำงสังคมและเศรษฐกิจ ซึง่ นำำไปส่้ควำมไม่เสมอภำคของ
บุคคล ควำมไม่เท่ำเทียมระหว่ำงชนชัน
้ นำำ ชนชัน
้ ทหำร กับชนชัน
้ พ่อคูำ
และช่ำงฝี มือ ทำำใหูเกิดควำมแปลกแยก พ่อคูำและชำวบูำนจะรู้สึกโดด
เดีย
่ วจำกอำำนำจและเศรษฐกิจ ควำมขัดแยูงและไม่ลงรอยระหว่ำงชนชัน

จะปรำกฎใหูเห็นในควำมคิดทำงศำสนำ

ประเด็นดังกล่ำวนีม
้ ีควำมสำำคัญสำำหรับเวเบอร์
อย่ำงมำก เวเบอร์เชือ
่ ว่ำศำสนำคือเครือ
่ งจักรทีข
่ ับเคลือ
่ นกำร
เปลีย
่ นแปลงทำงสังคมตลอดเวลำในประวัติศำสตร์ ชนชัน
้ พ่อคูำรู้สึก
แปลกแยกจำกชนชัน
้ ปกครอง รู้สึกว่ำตนเองไม่มีอำำนำจ ทำำใหูเกิดควำม
ควำมกะวนกระวำย เกีย
่ วกับกำรเขูำใจต่อโลก ถูำชีวิตบุคคลเขูำถึงพร
ของพระเจูำไดู แต่ทำำไมโลกจึงยังมีปัญหำควำมไม่แน่นอนนีท
้ ำำใหูเกิด
ควำมพยำยำมทีจ
่ ะหำทำงออก เวเบอร์เรียกท่ำออกนีว้ ่ำ “กำรไถ่บำป” เว
เบอร์เชือ
่ ว่ำกำรไถ่บำปจะสำำเร็จไดูตูองมีกำรเปลีย
่ นแปลงควำมคิดเกีย
่ ว
กับโลก โดยกำรเปลีย
่ นพฤติกรรมและยึดหลักศีลธรรม
กำรขัดเกลำจิตใจคือหัวใจของกำรไถ่บำป
เป็ นกำรเปลีย
่ นแปลงตัวเองใหูปรำศจำกกำรทำำตำมใจตนเอง เวเบอร์เชือ

ว่ำกำรขัดเกลำจิตใจแตกต่ำงจำกขัดเกลำทำงร่ำงกำย กำรขัดเกลำทำง
ร่ำงกำยเป็ นกำรกระทำำของนักบวช หรือฤำษีทีต
่ ูองกำรหนีโลก หรือหลบ
ไปอย่้ในทีห
่ ่ำงไกลจำกคนอืน
่ กำรไม่ทำำตำมใจตนเองจะทำำใหูจิตใจไม่
หมองมัวแมูว่ำบุคคลจะมีอย่้ชีวิตอย่้ในสังคมร่วมกับคนอืน
่ ก็ตำม บุคคลที ่
มีควำมสำมำรถพิเศษในกำรขัดเกลำจิตใจเรียกว่ำศำสดำพยำกรณ์ เป็ นผู้
ทีเ่ ขูำถึงควำมจริงของพระเจูำ สำมำรถขัดเกลำจิตใจและเปลีย
่ น
พฤติกรรมของมนุษย์ไดู
เวเบอร์เชือ
่ ว่ำกำรขัดเกลำจิตใจจะเกิดขึน
้ ใน
ศำสนำคริสต์โปรแตสแตนท์นิกำยคัลวิน ซึง่ เป็ นศำสนำของพ่อคูำทีเ่ ชือ

เรือ
่ งเหตุผลทีเ่ กิดจำกควำมสัมพันธ์ระหว่ำงมนุษย์และพระเจูำ นักศำสนำ
ชือ
่ จอห์น คัลวินถ้กเชือ
่ ว่ำเป็ นศำสดำพยำกรณ์ และเป็ นผู้ชีท
้ ำงสว่ำงใหู
มนุษยชำติ ตำมควำมคิดของคัลวินเชือ
่ ว่ำมนุษย์ถ้กลิขิตใหูสรูำงสวรรค์
ขึน
้ บนโลก โดยตูองทำำงำนหนักตำมบัญชำของพระเจูำ มนุษย์ตูองเชือ
่ ฟั ง
คำำสัง่ ของพระเจูำ ชนชัน
้ กลำงทีเ่ ป็ นพ่อคูำและช่ำงฝี มือจะถ้กยกใหูเป็ นผู้
ทีม
่ ีจิตใจดีงำมำมลัทธิคัลวิน พ่อคูำและช่ำงฝี มือจะตูองยึดถือคำำสอนของ
พระเจูำเพือ
่ ใหูชีวิตมีควำมสุขทัง้ กำยและใจ พ่อคูำแสวงหำทรัพย์สินโดย
เชือ
่ ว่ำเป็ นพรจำกพระเจูำ วัฒนธรรมกำรคูำในคริสต์ศตวรรษที ่ 16 จะ
เกีย
่ วขูองกับลัทธิคัลวินซึง่ ทำำใหูเกิดกำรทำำงำนหนักเพือ
่ หวังสิง่ ตอบแทนที ่
เป็ นเงินทองหรือพรจำกพระเจูำ ลัทธินท
ี ้ ำำใหูระบบทุนนิยมอุตสำหกรรม
เจริญอย่ำงรวดเร็วและมีอำำนำจไปทัว
่ โลก
ควำมคิดของเวเบอร์เกีย
่ วกับวิวัฒนำกำรทำง
สังคมมีประโยชน์ต่อนักมำนุษยวิทยำในช่วงทีผ
่ ่ำนมำ เนือ
่ งจำกนัก
มำนุษยวิทยำไม่ค่อยเชือ
่ ควำมคิดของเดอไคม์ทีอ
่ ธิบำยสังคมแบบหยุดนิง่
เมือ
่ ไม่นำนมำนี ้ มำนุษยวิทยำก็สนใจพลังควำมคิดและสรูำงสรรค์ของ
ปั จเจก ซึง่ มีส่วนสรูำงวัฒนธรรม ทำำใหูเกิดควำมขัดแยูงและควำมกลม
เกลียวในวัฒนธรรม นักมำนุษยวิทยำทีน
่ ำำแนวคิดของเวเบอร์มำอธิบำย
ไดูแก่ แอนโธนี วอลเลซ เขียนหนังสือเรือ
่ ง The Death and the Rebirth
of theSeneca(1972) วอลเลซนําความคิดเรือ
่ งกระบวนการฟื้ นฟู
ศาสนามาอธิบาย โดยกล่าวว่าในช่วงทีส
่ ังคมมีวิกฤต จะมีผูมีอํานาจ
วิเศษเกิดขึ้นทําใหูเกิดศาสนาใหม่ และสมาชิกในสังคมเขูามา
ปรองดองกัน

กำรศึกษำของปี เตอร์ วอร์สลีย์ เรือ


่ ง The
Trumpet Shall Sound(1968) นำำควำมคิดของเวเบอร์มำอธิบำยเกีย
่ วกับ
ชนพืน
้ เมืองในอินโดนีเซียและนิวกินี ซึง่ พบว่ำมีศำสดำพยำกรณ์เกิดขึน

จำำนวนมำกในลัทธิควำมเชือ
่ แบบ cargo cults กำรศึกษำของวอลเลซ
และวอร์สลีย์มีควำมคลูำยคลึงกันทัง้ ในส่วนของบริบททำงสังคม
วัฒนธรรมซึง่ เกีย
่ วขูองกับอำำนำจของอำณำนิคมทีก
่ ดดันต่อวัฒนธรรม
กำรเมือง และเศรษฐกิจของคนพืน
้ เมือง ทำำใหูระเบียบของสังคมพืน
้ เมือง
แตกสลำย กระบวนกำรฟื้ นฟ้ศำสนำของคนพืน
้ เมืองคือกำรอธิบำยผลก
ระทบจำกลัทธิอำณำนิคม โดยกำรอูำงอำำนำจวิเศษหรือสิง่ ศักดิส
์ ิทธิท
์ ีม
่ ำ
ช่วย
รักษำสังคมใหูยอดรอดและกลมเกลียว

เช่นเดียวกับกำรศึกษำของยีน และจอห์น โคมำ


รอฟฟ์ เรือ
่ ง Of Revelation and Revolution (1991)เป็ นกำรวิเครำะห์
ลัทธิอำณำนิคมในแอฟริกำใตู อำจกล่ำวไดูว่ำแนวคิดของเวเบอร์ทำำใหู
เห็นมิติทำงควำมคิดและทำงวัตถุไดูดีกว่ำแนวคิดแบบมำร์กซิสต์
มักซิมิเลียน เวเบอร์ (21 เมษำยน ค.ศ. 1864 – 14
มิถุนำยน ค.ศ. 1920) เป็ นนักเศรษฐศำสตร์กำรเมืองและนักสังคมวิทยำ
ชำวเยอรมัน ถือกันว่ำเวเบอร์เป็ นผู้ก่อตัง้ วิชำสังคมวิทยำสมัยใหม่และ
รัฐประศำสนศำสตร์ งำนชิน
้ หลัก ๆ ของเขำเกีย
่ วขูองกับสังคมวิทยำ
ศำสนำและสังคมวิทยำกำรปกครอง นอกจำกนีเ้ ขำยังมีงำนเขียนอีก
หลำยชิน
้ ในสำขำวิชำเศรษฐศำสตร์

งำนทีผ
่ ู้คนจดจำำไดูมำกทีส
่ ุดของเวเบอร์คือ ควำมเรียงเรือ
่ งจริยธรรม
โปรเตสแตนต์และจิตวิญญำณแห่งทุนนิยม ซึง่ เป็ นงำนชิน
้ แรกของเขำใน
สำขำสังคมวิทยำศำสนำ ในงำนชิน
้ ดังกล่ำว เวเบอร์เสนอว่ำศำสนำเป็ น
หนึง่ ในสำเหตุหลัก ๆ ทีน
่ ำำไปส่้เสูนทำงกำรพัฒนำทำงวัฒนธรรมทีต
่ ่ำง
กันระหว่ำงโลกประจิม (the Occident) กับโลกบ้รพำ (the Orient) ใน
งำนทีม
่ ีชือ
่ เสียงอีกชิน
้ หนึง่ ของเขำทีช
่ ือ
่ กำรเมืองในฐำนะทีเ่ ป็ นอำชีวะ เว
เบอร์นิยำมรัฐว่ำรัฐคือหน่วยองค์ (entity) ซึง่ ผ้กขำดกำรใชูกำำลังทำง
กำยภำพทีถ
่ ้กกฎหมำย ซึง่ นิยำมนีไ้ ดูกลำยเป็ นจุดศ้นย์กลำงในกำรศึกษำ
วิชำรัฐศำสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ในเวลำต่อมำ

ประวัติและอาชีพ

เวเบอร์ เกิดทีเ่ มืองเออร์เฟิ ร์ต ประเทศเยอรมนี เขำเป็ นล้กชำยคนโตใน


ครอบครัวทีม
่ ีบุตรเจ็ดคนของ มักซ์ เวเบอร์ ซีเนียร์ นักกำรเมืองและ
ขูำรำชกำรทูองถิน
่ คนสำำคัญ และมำรดำ เฮลีน ฟำเลนสไตน์ นูองชำย
ของเขำอัลเฟรด เวเบอร์ก็เป็ นนักสังคมวิทยำและนักเศรษฐศำสตร์เช่น
เดียวกัน กำรทีพ
่ ่อของเขำเขูำไปเกีย
่ วขูองกับกิจกำรสำธำรณะมำกมำย
ทำำใหูเวเบอร์เติบโตขึน
้ ในครอบครัวทีเ่ ต็มไปดูวยกลิน
่ ไอของกำรเมือง
นอกจำกนีค
้ รอบครัวของเขำเองยังไดูตูอนรับนักวิชำกำรทีม
่ ีชือ
่ เสียงและ
บุคคลสำธำรณะมำกมำย เวเบอร์เองก็ยังไดูแสดงควำมโดดเด่นและสนใจ
ในดูำนวิชำกำร ของขวัญวันคริสต์มำสทีเ่ ขำมอบใหูกับผู้ปกครอง เมือ
่ เขำ
ยังมีอำยุ 13 ปี คือ ควำมเรียงแนวประวัติศำสตร์ชือ
่ ว่ำ "ทิศทำงของ
ประวัติศำสตร์เยอรมัน พรูอมกับกำรอูำงอิงพิเศษถึงจุดยืนของจักรพรรติ
และสันตะปำปำ" และ "อำณำจักรโรมัน ตัง้ แต่ช่วงของคอนสแตนตินที ่
หนึง่ จนถึงช่วงของกำรอพยพของประเทศ" ทัง้ หมดนีแ
้ สดงใหูเห็นอย่ำง
ชัดเจนว่ำเวเบอร์จะเขูำศึกษำในดูำนสังคมวิทยำ

มักซ์ เวเบอร์และนูองชำย อัลเฟรด และคำร์ล ในปี ค.ศ. 1879

เมือ
่ อำยุไดูสิบสีป
่ ี เขำเขียนจดหมำยทีอ
่ ูำงอิงถึง โฮเมอร์, เวอร์จิล, ซิเซอ
โร และ ลีวี นอกจำกนีเ้ ขำยังมีควำมรู้เกีย
่ วกับ เกอร์เธ่, สพิโนซำ, คำนท์
และ โชเพนเฮำเออร์ ก่อนทีเ่ ขำจะเขูำเรียนในระดับมหำวิทยำลัย

ในปี ค.ศ. 1882 เขำเขูำศึกษำในมหำวิทยำลัยไฮเดนเบิร์กในสำขำ


กฎหมำย เขำไดูเขูำเป็ นสมำชิกของกลุ่มดวลมีด และเรียนในสำขำ
กฎหมำยเช่นเดียวกับพ่อของเขำ นอกจำกกำรเรียนในดูำนกฎหมำยแลูว
เวเบอร์ยังไดูเขูำฟั งกำรบรรยำยในวิชำเศรษฐศำสตร์ และศึกษำ
ประวัติศำสตร์ยุคกลำง เขำยังไดูอ่ำนหนังสือเกีย
่ วกับศำสนวิทยำเป็ น
จำำนวนมำก เขำยังไดูเขูำรับรำชกำรเป็ นทหำรเป็ นระยะ ๆ ทีเ่ มืองสตรำ
บ้ร์ก

ในช่วงฤด้ใบไมูผลิของปี ค.ศ. 1884 เวเบอร์ยูำยกลับบูำนและเขูำศึกษำที ่


มหำวิทยำลัยแห่งเบอร์ลิน ตลอดช่วงเวลำ 8 ปี หลังจำกนัน
้ ยกเวูนแค่ใน
บำงช่วง เวเบอร์ไดูพักอำศัยอย่้กับบิดำมำรดำ ตัง้ แต่ดำำรงฐำนะเป็ น
นักเรียน เป็ นทนำยในศำล และเป็ นอำจำรย์ทีม
่ หำวิทยำลัยเบอร์ลิน

ในปี ค.ศ. 1886 เวเบอร์ไดูสอบเนติบัญญัติผ่ำน ในช่วงทูำยทศวรรษ


1880 เวเบอร์ยังคงหมัน
่ ศึกษำดูำนประวัติศำสตร์ และไดูรับปริญญำเอก
ในสำขำกฎหมำยในปี ค.ศ. 1889 ดูวยวิทยำนิพนธ์ระดับปริญญำเอก
เกีย
่ วกับประวัติศำสตร์ของระบบยุติธรรมชือ
่ ว่ำ ประวัติศำสตร์องค์กร
ธุรกิจยุคกลำง สองปี ถัดจำกนัน
้ เขำไดูเขียนผลงำน ประวัติศำสตร์
กำรเกษตรแบบโรมันและควำมสำำคัญต่อกฎหมำยบุคคลและกฎหมำย
มหำชน ซึง่ เป็ นวิทยำนิพนธ์ระดับส้งกว่ำปริญญำเอก ทีจ
่ ำำเป็ นสำำหรับ
กำรเขูำเป็ นอำจำรย์มหำวิทยำลัย

ในระหว่ำงทีเ่ ขำทำำผลงำนวิทยำนิพนธ์ระดับส้งกว่ำปริญญำเอก เขำไดู


เขูำไปเกีย
่ วขูองกับนโยบำยทำงสังคม. ในปี ค.ศ. 1888 เขำไดูเขูำร่วม
กลุ่ม "Verein für Socialpolitik" ซึง่ เป็ นกลุ่มของนักเศรษฐศำสตร์ชำว
เยอรมันผู้อย่้ในสำยประวัติศำสตร์ ทีเ่ ชือ
่ ว่ำหนูำทีข
่ องเศรษฐศำสตร์คือ
กำรแกูปัญหำทำงสังคมต่ำงๆ ของยุคสมัย และไดูริเริม
่ กำรศึกษำทำง
สถิติของปั ญหำทำงเศรษฐศำสตร์ในระดับมหภำค.

ในปี ค.ศ. 1890 กลุ่มดังกล่ำวไดูเริม


่ โครงกำรวิจัยเพือ
่ ศึกษำ "ปั ญหำชำว
โปแลนด์" ซึง่ หมำยถึงปั ญหำของกำรทะลักลูนเขูำมำของคนงำนในสวน
จำกต่ำงประเทศ เมือ
่ คนงำนภำยในประเทศต่ำงยูำยเขูำมำในเมืองในยุค
ปฏิวัติอุตสำหกรรม เวเบอร์ไดูรับด้แลโครงกำรนี ้ และเป็ นผู้เขียนหลัก
ของรำยงำนผลทีไ่ ดู รำยงำนดังกล่ำวไดูรับกำรยกย่องว่ำเป็ นผลงำนชิน

โบว์แดงของกำรทำำวิจัยเชิงประจักษ์ และยืนยันตำำแหน่งผู้เชีย
่ วชำญดูำน
เศรษฐศำสตร์กำรเกษตรของเวเบอร์

มักซ์ เวเบอร์ และภรรยำ มำเรียน ในปี ค.ศ. 1894

ช่วงทศวรรษ 1890 จัดว่ำเป็ นช่วงทีเ่ วเบอร์ประสบผลสำำเร็จในอำชีพกำร


งำน ในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) เขำแต่งงำนกับล้กพีล
่ ้กนูองห่ำง ๆ
มำเรียน ชไนต์เกอร์ ผู้ทีเ่ ป็ นปั ญญำชนและนักสตรีนิยมทีเ่ ป็ นทีร
่ ู้จักอย่้
แลูวในฐำนะทีเ่ ป็ นนักเขียน ปี ถัดมำเขำเขูำรับตำำแหน่งในช่วงสัน
้ ๆ เป็ น
ศำสตรำจำรย์ดูำนเศรษฐศำสตร์ทีม
่ หำวิทยำลัยไฟร์บัวร์ก จำกนัน
้ ก็ยูำย
ไปรับตำำแหน่งทีม
่ หำวิทยำลัยไฮเดนเบิร์ก

ในปี ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) แต่เนือ


่ งจำกอำกำรป่ วย เขำจำำตูองลดและ
ถึงขัน
้ ตูองหยุดงำนวิชำกำรลงในปี ถัดมำ และตูองรักษำตัวอย่้จนถึงปี
ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) อำกำรป่ วยดังกล่ำวเชือ
่ กันว่ำเป็ นอำกำรเจ็บ
ป่ วยจิตใจ เนือ
่ งมำจำกกำรเสียชีวิตของบิดำซึง่ เขำเพิง่ จะไดูมีปำกเสียง
ก่อนหนูำนัน
้ และยังไม่ทันไดูมีโอกำสจะพ้ดคุยปรับควำมเขูำใจ
ในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) เขำไดูรับหนูำทีเ่ ป็ นบรรณำธิกำรของ
Archives for Social Science and Social Welfare อย่ำงไรก็ตำมเขำรู้สึก
ว่ำยังไม่พรูอมทีจ
่ ะกลับไปสอนอีกครัง้ และคงทำำงำนเป็ นเพียงนักวิชำกำร
อิสระโดยใชูทุนจำกมรดกทีไ่ ดูรับมำ ในปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) เขำ
ไดูเดินทำงไปทีส
่ หรัฐอเมริกำ และเขูำร่วมกำรประชุมใหญ่ดูำน
ศิลปศำสตร์และวิทยำศำสตร์ ทีจ
่ ัดขึน
้ ร่วมกับงำนแสดงสินคูำนำนำชำติ
ทีเ่ มืองเซนต์หลุยส์

ในปี ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) เขำไดูตีพิมพ์ควำมเรียง จริยธรรม


โปรเตสแตนต์และจิตวิญญำณแห่งทุนนิยม งำนชิน
้ นีก
้ ลำยเป็ นงำนทีโ่ ด่ง
ดังทีส
่ ุดของเขำ และเป็ นงำนทีว
่ ำงรำกฐำนใหูกับงำนวิจัยถัดๆ ไปของเขำ
ทีเ่ กีย
่ วขูองกับผลของวัฒนธรรมและศำสนำกับพัฒนำกำรของระบบ
เศรษฐกิจ

มักซ์ เวเบอร์ ในปี ค.ศ. 1917

ในช่วงสงครำมโลกครัง้ ที ่ 1 เวเบอร์รับทำำหนูำทีเ่ ป็ นผู้อำำนวยกำรโรง


พยำบำลของทหำรทีเ่ มืองไฮเดนเบิร์ก ในปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) เว
เบอร์เป็ นทีป
่ รึกษำใหูกับคณะกรรมกำรสงบศึกของฝ่ ำยเยอรมันในกำรทำำ
สนธิสญ
ั ญำแวร์ซำยส์ และเป็ นคณะกรรมกำรทีร
่ ่ำงรัฐธรรมน้ญแห่ง
สำธำรณรัฐไวมำร์ เวเบอร์เองมีควำมกลัวอย่ำงยิง่ ต่อกำรปฏิวัติเยอรมัน
เขำจึงพยำยำมใหูมีกำรเพิม
่ มำตรำที ่ 48 ซึง่ ในเวลำถัดมำอดอล์ฟ ฮิตเลอ
ร์ไดูใชูมำตรำนีใ้ นกำรประกำศกฎอัยกำรศึกและเขูำยึดอำำนำจไดูในทีส
่ ุด

จำกปี ค.ศ. 1918 เวเบอร์ไดูกลับมำสอน เริม


่ ทีม
่ หำวิทยำลัยเวียนนำ.
ต่อมำในปี ค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462) ทีม
่ หำวิทยำลัยมิวนิค ทีม
่ ิวนิคนีเ่ องที ่
เขำไดูเป็ นหัวหนูำสถำบันดูำนสังคมวิทยำแห่งแรกในมหำวิทยำลัย
เยอรมัน อย่ำงไรก็ตำมเขำไม่เคยไดูรับตำำแหน่งดูำนสังคมวิทยำโดยตรง
เลย

เวเบอร์เสียชีวิตดูวยโรคปอดบวมทีม
่ ิวนิคเมือ
่ วันที ่ 14 มิถุนำยน ค.ศ.
1920 (พ.ศ. 2463) งำนหลำยชิน
้ ของเขำไดูถ้กรวบรวม เรียบเรียง และ
จัดพิมพ์หลังจำกทีเ่ ขำไดูเสียชีวิตแลูว ผูท
้ ีม
่ ีส่วนสำำคัญในกำรตีควำมผลงำ
นของเวเบอร์นัน
้ รวมไปถึงนักสังคมวิทยำทีม
่ ีชือ
่ เสียง เช่น ทำลคอตต์
พำร์สันส์ และ ซี. ไรท์ มิลส์

ผลงาน

มักซ์ เวเบอร์ ถ้กจัดใหูเป็ นหนึง่ ในบิดำของสังคมวิทยำ เคียงค่้ไปกับ


คำร์ล มำร์กซ (Karl Marx) อีมิล เดอร์ไคหม์ (Emile Durkheim) และ
วิลเฟรโด ปำเรโต (Vilfredo Pareto)

อย่ำงไรก็ตำมในขณะที ่ ปำเรโตและเดอร์ไคหม์ใชูแนวทำงปฏิฐำนนิยม
ตำมคองต์ (Auguste Comte) เวเบอร์ไดูใชูวิธีกำรศึกษำสังคมวิทยำในร้ป
แบบทีแ
่ ตกต่ำงออกไป ในร้ปแบบทีอ
่ ย่้ในแนวต่อตูำนปฏิฐำนนิยม
(antipositivism), แนวจิตนิยม (idealism) และแนวกำรตีควำมควำมหมำย
(อรรถปริวรรตศำสตร์ หรือ hermeneutics) ซึง่ ทิศทำงนีม
้ ีลักษณะ
คลูำยคลึงกับของเวอร์เนอร์ ซอมบำร์ท (Werner Sombart) ผู้เป็ นเพือ
่ น
ของเขำและเป็ นผู้ทีถ
่ ้กกล่ำวถึงมำกทีส
่ ุดเมือ
่ กล่ำวถึงสังคมวิทยำแนว
เยอรมัน

งำนในสมัยแรกของเวเบอร์เกีย
่ วขูองกับสังคมวิทยำของสังคม
อุตสำหกรรมแต่เขำมีชือ
่ เสียงในงำนถัด ๆ ไป ทีเ่ กีย
่ วกับสังคมวิทยำ
ศำสนำและสังคมวิทยำกำรปกครอง

ประเด็นหลักของกำรศึกษำคูนควูำของเวเบอร์ก็คือคำำถำมทีว
่ ่ำ "อะไรคือ
ลักษณะเฉพำะทีท
่ ำำใหูสังคมตะวันตกแตกต่ำงจำกทีอ
่ ืน
่ ?" ควำมแตกต่ำง
ทีส
่ ำำคัญทีเ่ ขำสนใจเช่น กำรเกิดขึน
้ ของระบบทุนนิยม หรือควำมแตกต่ำง
ในกำรจัดระดับชนชัน
้ ภำยในสังคม ในขณะที ่ คำร์ล มำร์กซ วิเครำะห์
โดยเริม
่ จำก ฐำน หรือโครงสรูำงทำงเศรษฐกิจ แต่เวเบอร์มุ่งประเด็นไป
ที ่ โครงสรูำงส่วนบน ซึง่ เกีย
่ วกับอุดมกำรณ์และควำมเชือ

ในกำรวิเครำะห์กำรเปลีย
่ นแปลงสังคม เวเบอร์พยำยำมหำจุดเปลีย
่ นของ
ควำมเชือ
่ พืน
้ ฐำนและ "ปั จจัย" ทีท
่ ำำใหูเกิดกำรเปลีย
่ นแปลงนัน
้ ปั จจัยดัง
กล่ำวอำจไม่เหลือร่องรอยใด ๆ หรืออำจด้ไรูเหตุผลโดยสิน
้ เชิงกับควำม
เชือ
่ ทีม
่ ีอย่้ในปั จจุบัน

ทัง้ นีเ้ พรำะว่ำหนูำทีข


่ องมันมีเพือ
่ กระตูุนกำรเปลีย
่ นแปลงควำมเชือ
่ ของ
คนกลุ่มใหญ่เท่ำนัน
้ หลังจำกทีค
่ วำมเชือ
่ พืน
้ ฐำนไดูเปลีย
่ นไปแลูว ทุก
อย่ำงจะถ้กทำำใหูด้สมเหตุสมผลอย่ำงสมบ้รณ์ในตัวเอง โดยไม่จำำเป็ นตูอง
อูำงอิงกับปั จจัยหรือสำเหตุเริม
่ ตูนของกำรเปลีย
่ นแปลงนัน
้ อีกต่อไป

สังคมวิทยาศาสนา

งำนชิน
้ แรกของเวเบอร์เกีย
่ วกับสังคมวิทยำศำสนำคือควำมเรียงชือ

จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญำณแห่งทุนนิยม ต่อดูวยงำน
วิเครำะห์ ศำสนำของจีน: ลัทธิขงจือ
้ และลัทธิเต๋ำ, ศำสนำของอินเดีย:
สังคมวิทยำของศำสนำฮินด้และศำสนำพุทธ และ ศำสนำย้ดำโบรำณ
งำนเกีย
่ วกับศำสนำอืน
่ ๆ ตูองชะงักลงเนือ
่ งจำกเวเบอร์ไดูเสียชีวิตอย่ำง
กะทันหันในปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) ซึง่ ทำำใหูแผนทีจ
่ ะวิเครำะห์
ศำสนำอืน
่ ๆ ต่อเนือ
่ งจำกศำสนำย้ดำโบรำณ (รวมถึงศำสนำคริสต์และ
ศำสนำอิสลำม) ตูองหยุดลง

เรือ
่ งหลัก ๆ ทีเ่ วเบอร์สนใจก็คือผลกระทบของแนวคิดทำงศำสนำต่อ
กิจกรรมทำงเศรษฐกิจ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรแบ่งระดับชัน
้ ทำงสังคม
กับแนวคิดทำงศำสนำ และลักษณะเฉพำะบำงอย่ำงของอำรยธรรมตะวัน
ตก

เปู ำหมำยของเวเบอร์ก็คือกำรหำเหตุผลของควำมแตกต่ำงในเสูนทำงกำร
พัฒนำระหว่ำงโลกประจิมและโลกบ้รพำ เขำวิเครำะห์ว่ำแนวคิดจำก
ศำสนำคริสต์นิกำยพ้ริตันมีผลอย่ำงมำก กับทิศทำงกำรพัฒนำของระบบ
เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกำ และเขำไดูพบอีกว่ำยังมี
ปั จจัยอืน
่ ๆ อีกทีผ
่ ลต่อกำรพัฒนำนี ้

ปั จจัยทีส
่ ำำคัญทีเ่ วเบอร์กล่ำวถึงมีตัวอย่ำงเช่น แนวคิดแบบเหตุผลนิยม
จำกกำรศึกษำวิทยำศำสตร์ ทีน
่ ำำผลกำรสังเกตมำรวมกันกับคณิตศำสตร์,
กำรพัฒนำของแนวคิดแบบวิชำกำรและกำรเกิดขึน
้ ของระบบกำร
ยุติธรรม, กำรทำำใหูกำรบริหำรกำรปกครองเป็ นระบบทีม
่ ีเหตุผล, และ
กำรเกิดขึน
้ ของบรรษัทขนำดใหญ่

โดยสรุปก็คือกำรศึกษำสังคมวิทยำศำสนำของเวเบอร์นัน
้ เป็ นแค่กำร
ศึกษำเขูำไปในช่วงเวลำช่วงหนึง่ ของกำรปลดปล่อยสังคมจำกยุค
เวทมนตร์ หรือทีเ่ วเบอร์เรียกว่ำขัน
้ ตอน "กำรถอดปี กเทพนิยำยออกจำก
โลก" ("disenchantment of the world") ซึง่ เขำเชือ
่ ว่ำเป็ นช่วงเวลำทีเ่ ป็ น
จุดแตกต่ำงเฉพำะของวัฒนธรรมตะวันตก
จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญาณแห่งทุนนิยม

ปกหนึง่ จำกหลำยๆ รุ่นของหนังสือ


จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญำณแห่งทุนนิยม

ควำมเรียงเรือ
่ ง จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญำณแห่งทุนนิยม นัน

นับว่ำเป็ นงำนทีโ่ ด่งดังทีส
่ ุดของเวเบอร์ อย่ำงไรก็ตำม มีผู้กล่ำวว่ำงำนชิน

นีไ้ ม่ควรจะถ้กพิจำรณำว่ำเป็ นกำรศึกษำนิกำยโปรเตสแตนต์ หำกแต่เป็ น
บทนำำใหูกับงำนชิน
้ ถัด ๆ มำของเวเบอร์ โดยเฉพำะในเรือ
่ งทีเ่ ขำศึกษำ
ควำมเกีย
่ วขูองระหว่ำงแนวคิดของศำสนำต่ำง ๆ กับพฤติกรรมทำงดูำน
เศรษฐศำสตร์

ในควำมเรียงนี ้ เวเบอร์ยกประเด็นทีว
่ ่ำจริยธรรมและแนวคิดของนิกำยพ้ริ
ตัน (ทีจ
่ ัดว่ำเป็ นนิกำยโปรเตสแตนต์แขนงหนึง่ ) มีอิทธิพลต่อพัฒนำกำร
ของระบบทุนนิยม โดยทัว
่ ไปแลูว กำรอุทิศตนใหูกับศำสนำมักทำำใหูเกิด
กำรละเลิกในสิง่ ทีเ่ กีย
่ วขูองกับทำงโลก ซึง่ รวมถึงกำรดิน
้ รนทำงเศรษฐกิจ
ปั ญหำก็คือทำำไมลักษณะเช่นนีจ
้ ึงไม่เกิดขึน
้ ในกรณีของนิกำย
โปรเตสแตนต์? เวเบอร์พิจำรณำปั ญหำดังกล่ำวในควำมเรียงนี ้

เขำนิยำม "จิตวิญญำณแห่งทุนนิยม" ว่ำเป็ นแนวคิดและอุปนิสัยทีเ่ อือ


้ ต่อ
กำรมุ่งเปู ำหำกำำไรทำงเศรษฐกิจอย่ำงเหตุผลนิยม เวเบอร์ชีใ้ หูเห็นว่ำ ถูำ
พิจำรณำเป็ นรำยบุคคลแลูว กำรมีจิตวิญญำณดังกล่ำวนัน
้ มิไดูจำำกัดอย่้
เฉพำะในวัฒนธรรมตะวันตก แต่ปัจเจก ทีเ่ วเบอร์เรียกว่ำนักเริม
่ กิจกำร
(entrepreneurs) ระดับยอด ไม่สำมำรถจะเริม
่ ระบบระเบียบทำงเศรษฐกิจ
ใหม่ (ซึง่ คือระบบทุนนิยม) เพียงคนเดียวไดู

ตัวอย่ำงของอุปนิสัยและแนวโนูมต่ำง ๆ ทีเ่ วเบอร์เสนอมำก็เช่น ควำม


ตูองกำรกำำไรโดยลงแรงนูอยทีส
่ ุด, แนวคิดทีว
่ ่ำกำรทำำงำนคือคำำสำปและ
ควำมลำำบำกทีค
่ วรจะตูองหลีกเลีย
่ ง โดยเฉพำะในกรณีทีง่ ำนนัน
้ หนักหนำ
เกินกว่ำกำรจะมีชีวิตทีส
่ ุขสบำย เวเบอร์เขียนไวูว่ำ

"กำรทีว
่ ถ
ิ ีชีวิตทีป
่ รับเขูำอย่ำงดีกับหนทำงของทุนนิยมจะกลำยเป็ นวิถีชีวิต
หลักเหนือแนวทำงอืน
่ ๆ ไดูนัน
้ จะมีทีม
่ ำจำกแนวคิดของปั จเจกใดคน
หนึง่ เพียงอย่ำงเดียวคงไม่ไดู แต่จะตูองเกิดขึน
้ มำจำกวิถีชีวิตทีเ่ หมือน ๆ
กันของคนทุกคนในกลุ่ม"

หลังจำกทีเ่ ขำไดูนิยำมจิตวิญญำณของทุนนิยมแลูว เวเบอร์ไดูชีใ้ หูเห็นว่ำ


มีหลำยสำเหตุทท
ี ่ ำำใหูควรศึกษำตูนตอของจิตวิญญำณนี ้ จำกแนวคิดทำง
ศำสนำของกลุ่มปฏิร้ปของนิกำยโปรเตสแตนต์ ผูส
้ ังเกตกำรณ์หลำยคน
เช่น วิลเลียม เพตตี, มอนเตสควิว, เฮนรี โทมัส บัคเคิล, จอห์น คีตส์
และอีกหลำย ๆ คน ไดูใหูควำมเห็นในลักษณะเดียวกันนี ้

เวเบอร์ไดูแสดงว่ำแนวคิดของบำงกลุ่มผู้นับถือนิกำยโปรเตสแตนต์ ทำำใหู
กำรแสวงหำผลกำำไรและสะสมทุนนัน
้ มีควำมเกีย
่ วขูองในดูำนบวกกับ
ควำมเชือ
่ ดูำนจิตวิญญำณและศีลธรรม อย่ำงไรก็ตำม กำรกระตูุนกิจกร
รมทำงเศรษฐกิจนีไ้ ม่ใช่เปูำหมำยโดยตรงควำมเชือ
่ นัน
้ แต่จัดว่ำเป็ นแค่
ผลพลอยไดู ซึง่ มีผลกระทบทัง้ ทำงตรงและทำงอูอมกับกำรวำงแผนและ
กำรปฏิเสธตนเองในกำรแสวงหำกำำไรทำงเศรษฐกิจ
เวเบอร์กล่ำวว่ำเขำหยุดกำรคูนควูำเกีย
่ วกับนิกำยโปรเตสแตนต์เนือ
่ งจำก
เพือ
่ นร่วมงำนของเขำ เอิร์นสท์ โทรเอลทสช์ นักศำสนวิทยำ ไดูเริม
่ งำน
ของหนังสือ คำำสอนดูำนสังคมของโบสถ์คริสต์และสำขำย่อย อีกสำเหตุ
หนึง่ ก็คือบทควำมนีไ้ ดูเปิ ดแนวทำงคร่ำว ๆ ใหูกับเขำ ในกำรศึกษำ
เปรียบเทียบศำสนำกับสังคมอืน
่ ๆ ซึง่ เวเบอร์ไดูกระทำำในงำนชิน
้ ถัด ๆ
ไป

• ศำสนำของจีน: ลัทธิขงจือ
้ และลัทธิเต๋ำ
• ศำสนำของอินเดีย: สังคมวิทยำของศำสนำฮินด้และศำสนำพุทธ
• ศำสนำย้ดำโบรำณ สังคมวิทยำกำรเมืองและกำรปกครอง

ในสังคมวิทยำกำรเมืองและกำรปกครอง ควำมเรียงทีม
่ ีบทบำททีส
่ ุดของ
เวเบอร์น่ำจะเป็ น กำรเมืองในฐำนะทีเ่ ป็ นอำชีวะ ในควำมเรียงนี ้ เวเบอร์
ไดูนิยำมควำมหมำยของรัฐทีก
่ ลำยเป็ นศ้นย์กลำงของกำรศึกษำต่อมำใน
กระแสควำมคิดตะวันตก กล่ำวคือ รัฐคือหน่วยองค์ (entity) ทีผ
่ ้กขำด
กำรใชูกำำลังทำงกำยภำพทีถ
่ ้กกฎหมำย ซึง่ รัฐสำมำรถเลือกทีจ
่ ะแบ่งปั น
อำำนำจนีไ้ ปอย่ำงใดก็ไดู กิจกรรมทำงกำรเมืองจึงสำมำรถมองไดูว่ำเป็ น
กิจกรรมทีร
่ ัฐเขูำไปมีบทบำทบำงอย่ำง เพือ
่ ส่งผลใหูเกิดกำรจัดสรรกำำลัง
นี ้

กำรเมืองจึงเป็ นเรือ
่ งของอำำนำจ นักกำรเมืองจะตูองไม่เป็ นคนทีถ
่ ือ
"จริยธรรมชำวคริสต์อย่ำงแทูจริง" ซึง่ ในควำมหมำยของเวเบอร์นัน
้ คือผู้ที ่
ยึดตำมคำำสอนอย่ำงเคร่งครัด ถึงขนำดทีย
่ อมยืน
่ แกูมอีกขูำงใหูคนอืน

ทำำรูำย ผู้ทท
ี ่ ำำไดูดัง่ ว่ำ เวเบอร์จัดว่ำเป็ นนักบุญ ดังนัน
้ โลกกำรเมืองจึง
ไม่ใช่โลกของนักบุญ นักกำรเมืองจะตูองร่วมหัวจมทูำยกับจริยธรรมของ
เปู ำหมำยสุดทูำยและจริยธรรมของควำมรับผิดชอบ และจะตูองมีทัง้
ควำมรักในอำชีพพิเศษของตน พรูอมดูวยควำมสำมำรถทีจ
่ ะทิง้ ช่วงห่ำง
ระหว่ำงตนเอง กับผู้ทถ
ี ่ ้กปกครอง

Martin heiddeger (มาร์


ติน ไฮเดกเกอร์ ) (ค.ศ. 1889-1938)

ปรำกฏกำรณ์วิทยำ สำำหรับไฮเดกเกอร์ เริม


่ ตูนจำกกำรถกเถียงกับควำม
ชอบธรรมในกำรเป็ นปรัชญำของศำสตร์เช่นเดียวกันกับฮุสเซิร์ล แต่ไฮ
เดกเกอร์พิจำรณำปั ญหำเรือ
่ งศำสตร์ต่ำงๆ ในแง่มุมทีต
่ ่ำงออกไปกล่ำว
คือ ศำสตร์ต่ำงๆ นัน
้ มีฐำนคติมำจำกวิธีกำรเขูำใจอภิปรัชญำในบำง
ลักษณะซึง่ ไฮเดกเกอร์เรียกว่ำ “เทวภำพวิทยำ” (ontotheology) เทว
ภำพวิทยำคือควำมเชือ
่ มัน
่ ในสิง่ ๆ หนึง่ ทีเ่ ป็ นฐำนใหูกับอีกสิง่ หนึง่ โดยตัว
ของมันเองไม่ขึน
้ อย่้กับสิง่ ใด ตัวอย่ำงเช่น กำรอธิบำยโต๊ะในบริบทของ
ปรัชญำกรีกอย่ำงเพลโตจำำตูองอธิบำยผ่ำน “แบบ” ของโต๊ะ “แบบ” ดัง
กล่ำวไม่ขึน
้ อย่้กับสิง่ ใดนอกจำกตัวของมันเอง และสำมำรอธิบำยตัวมัน
เองและสิง่ อืน
่ ทีไ่ ม่ใช่ตัวมันเองไดู (ในทีน
่ ีค
้ ือโต๊ะในโลกแห่งควำมเป็ นจริง)
ในขณะทีใ่ นปรัชญำยุคกลำง กำรอธิบำยโต๊ะสำมำรถอธิบำยว่ำเป็ นสิง่
สรูำงของสิง่ ทีส
่ มบ้รณ์ส้งสุดอย่ำง “พระเจูำ” ในแง่นีก
้ ำรอธิบำยโลกจำำ
ตูองอธิบำยผ่ำนสิง่ ทีไ่ ม่เปลีย
่ นแปลง อย่ำง “แบบ” และพระเจูำ เป็ นตูน
นีเ่ องคือสิง่ ทีไ่ ฮเดกเกอร์เรียกว่ำ เทวภำพวิทยำ

ขูอสังเกตของไฮเดกเกอร์เกีย
่ วกับเทวภำพวิทยำคือ ลักษณะของกำร
หำควำมจริงในทำงอภิปรัชญำ ไม่ว่ำจะเป็ นกำรแสวงหำ “แบบ” ของเพล
โตและอริสโตเติล พระเจูำของเทววิทยำ “จิต” (Spirit) ของเฮเกล ลูวน
แต่วำงอย่้บนฐำนคติแบบเทวภำพวิทยำทัง้ สิน

เมือ
่ อภิปรัชญำในปรัชญำตะวันตกวำงรำกฐำนอย่้บนสิง่ ทีไ่ ฮเดกเกอร์
เรียกว่ำเทวภำพวิทยำ คำำถำมต่อไปคือ กำรสำำรวจว่ำคำำถำมนีแ
้ ทูจริง
แลูวมีธรรมชำติอย่ำงไร ไฮเดกเกอร์กล่ำวว่ำ แทูจริงแลูวคำำถำมนีค
้ ือ
กำรถำมคำำถำมเรือ
่ งสัต (being) และผูท
้ ีถ
่ ำมคำำถำมนีย
้ ่อมตูองคำดหวัง
ว่ำมีคำำตอบอย่้บูำงไม่มำกก็นูอย ทีส
่ ำำคัญคำำถำมนีเ้ ป็ นของมนุษย์เท่ำนัน

จำกขูอสังเกตดังกล่ำว ไฮเดกเกอร์ไดูดึงควำมหมำยของสัตใหูมำอย่้ที ่
กำรมีอย่้ของมนุษย์ หรือทีไ่ ฮเดกเกอร์เรียกว่ำ “ดำไซน์” (dasein) อัน
เป็ นกำรอธิบำยมนุษย์ทีไ่ ม่แยกตัวเองออกจำกโลกทีร
่ ำยลูอมมนุษย์อย่้

เมือ
่ เชือ
่ มโยงกับเรือ
่ งธรรมชำติของสำำนึกเรำจะพบว่ำสิง่ ทีไ่ ฮเดกเกอร์
เสนอคือ “การพุ่งไปของเจตสำานึกอยุางสมบูรณ์ มิใชุสิง่ ใดนอกจาก
เป็ นการพุ่งไปของเจตสำานึกภายใต้ลักษณะทางภววิทยาของชีวิตทีม
่ ีความ
เป็ นจริงโอบอ้่ม การพุ่งไปของเจตสำานึกมีลักษณะของปรากฏการณ์อยุูใน
เบือ
้ งต้น...” (1985, p.17) เรำจะพบว่ำกำรสำำนึกใดๆ ก็ตำมย่อมตูองมี
ควำมเป็ นจริง หรือ “โลก” โอบอูุมอย่้ดูวย จึงจะเป็ นกำรสำำนึกทีส
่ มบ้รณ์
แบบ ในแง่นี ้ ดำไซน์สำมำรถสำำนึกไดูโดยไม่แยกแยะตนเองออกจำก
โลก
ควำมพยำยำมดังกล่ำวของไฮเดกเกอร์ถือไดูว่ำเป็ นกำรเปลีย
่ นทิศทำง
ของกำรถำมคำำถำมทำงอภิปรัชญำ กล่ำวคือ ไฮเดกเกอร์ไดู “ปฏิวัติ”
ประวัติปรัชญำตะวันตกดูวยวิธีคิดเรือ
่ งภำวะของดำไซน์ กล่ำวอีกนัยหนึง่
คือ กำรคิดเรือ
่ งควำมเป็ นมนุษย์ ในงำน Letter on Humanism (1977)
ไฮเดกเกอร์เสนอว่ำ ตัง้ แต่อริสโตเติลเป็ นตูนมำจนถึงนิตซ์เช ปรัชญำ
ตะวันตกมักจะมองมนุษย์เป็ นอะไรบำงอย่ำง เช่น เป็ นสัตว์กำรเมือง เป็ น
สัตทีม
่ ีเหตุผล นำย ก เป็ นอำจำรย์ปรัชญำ เป็ นตูน กำรกล่ำวเช่นนี ้
เท่ำกับยอมรับว่ำ มนุษย์มีแก่นแกนควำมเป็ นมนุษย์บำงอย่ำงอย่้เสมอ
แต่สิง่ ทีไ่ ฮเดกเกอร์ทำำคือถำมว่ำคำำว่ำ “เป็ น” สำำหรับมนุษย์หมำยควำม
ว่ำอะไร มนุษย์สำมำรถเป็ นอะไรก็ไดูไม่เหมือนโต๊ะหรือแมวทีเ่ ป็ นอย่ำง
นัน
้ อย่้ตลอด เพรำะฉะนัน
้ “เป็ น” สำำหรับมนุษย์คือกำรทำำใหูปรัชญำมำ
มองภำวะของมนุษย์ไม่ใช่แก่นแกนของมนุษย์อีกต่อไป แต่มนุษย์เป็ น
มนุษย์ตรงทีม
่ ีภำวะปลำยเปิ ดต่อกำรตีควำมเฉพำะทีห
่ ลำกหลำย

ในแง่นีเ้ รำจะพบว่ำ กำรเขูำใจมนุษย์ผ่ำนศำสตร์อำจเป็ นกำรเขูำใจทีผ


่ ิด
ประเด็น เพรำะในทีส
่ ุดแลูวมนุษย์ไม่อำจมีแก่นแกนทีต
่ ำยตัวไดู และนีเ่ อง
คือกำรดึงเอำปรำกฏกำรณ์วิทยำมำส่้กำรมีอย่้ของมนุษย์เป็ นครัง้ แรก
ไฮเดกเกอร์ไดูเสนอต่อไปว่ำ กำรเขูำใจมนุษย์ในฐำนะดำไซน์ ตูอง
ยอมรับว่ำ ดำไซน์ อย่้-ใน-โลก (being-in-the-world) กำรอธิบำยดังกล่ำว
แสดงใหูเห็นจุดยืนทีแ
่ ตกต่ำงระหว่ำงไฮเดกเกอร์และปรัชญำสมัยใหม่ที ่
พยำยำมแยกโลกออกเป็ นส่วนๆ เพือ
่ เป็ นวัตถุในกำรศึกษำ ไฮเดกเกอร์
เพิม
่ เติมอีกว่ำ กำรทีเ่ รำอย่้-ใน-โลกแสดงถึงกำรทีเ่ รำอย่้ร่วม-กับ-ผู้อืน

(being-with-others)

คำำอธิบำยขูำงตูนทำำใหูมนุษย์ตูองอย่้ในโลกแบบทีม
่ ีวัตถุรำยลูอม และ
วัตถุเหล่ำนีเ้ ป็ นวัตถุทีพ
่ รูอมใชู (ready-to-hand) ไม่ใช่วต
ั ถุทีป
่ รำกฏต่อ
หนูำเรำเฉยๆ ในแง่นีเ้ อง ทีเ่ รำสำมำรถสำำนึกโลกในร้ปแบบของกำรมี
อย่้ไดู ดังนัน
้ โลกสำำหรับมนุษย์จึงไม่แยกออกจำกกันอย่ำงเด็ดขำด
กล่ำวอีกนัยหนึง่ คือ เรำสำมำรถรับรู้โลกแบบทีเ่ รำเป็ นผู้ตีควำมควำม
สัมพันธ์ของเรำทีม
่ ีต่อโลกวัตถุภำยนอก สิง่ ทีส
่ ำำคัญสำำหรับไฮเดกเกอร์
คือ ควำมสัมพันธ์เชิงบริบททีเ่ รำมีต่อโลกทีห
่ ูอมลูอมเรำอย่้

ตัวอย่ำงทีช
่ ัดเจนคือควำมแตกต่ำงระหว่ำงมนุษย์คนหนึง่ ทีน
่ ับถือศำสนำ
และมีควำมเชือ
่ อย่ำงเหนียวแน่น กับคนทีไ่ ม่เชือ
่ ในศำสนำ เมือ
่ ทัง้ สอง
เห็นคัมภีร์ทำงศำสนำจะมีท่ำทีทีแ
่ ตกต่ำงกัน กล่ำวคือ คนทีน
่ ับถือศำสนำ
จะเคำรพคัมภีร์โดยกำรกรำบไหวูและบ้ชำ ในขณะทีอ
่ ีกคนหนึง่ จะมอง
คัมภีร์เป็ นเพียงหนังสือธรรมดำเล่มหนึง่ เท่ำนัน
้ มิไดูมีควำมศักดิส
์ ิทธ์แต่
อย่ำงใด ในแง่นีม
้ นุษย์มิไดูรับรู้โลกอย่ำงตรงไปตรงมำ หำกแต่รับรู้โดย
กำรตีควำม กำรทีม
่ นุษย์รับรู้โลกโดยกำรตีควำมดังกล่ำวสะทูอนว่ำเรำมี
ควำมสัมพันธ์กับโลกอย่ำงมีควำมหมำยซูอนทับ ในแง่นี ้ กำร “อย่้-ใน-
โลก” จึงถือไวูว่ำมีบทบำทสำำคัญอย่ำงยิง่ ยวดในกำรเขูำใจมนุษย์และโลก
ของมนุษย์

อย่ำงไรก็ตำม ดำไซน์ยังไม่สำมำรถบรรลุควำมเป็ นตัวเองทีเ่ ทีย


่ งแทู
(authenticity) ไดู ทัง้ นี ้ เพรำะตัวของดำไซน์เองตูองอย่้กับคนอืน
่ ดังทีไ่ ฮ
เดกเกอร์กล่ำวไวูว่ำ

“เรามีความส่ขและสน่กอยุางทีพ
่ วกเขาสน่ก เราอุานเห็นและตีคุา
วรรณคดีอยุางทีพ
่ วกเขาเห็นและตีคุา เราถอยออกจาก “มวลชน” อยุาง
ทีพ
่ วกเขาทำา เราพบวุาสิง่ ตุางๆ นุาตกใจแบบเดียวกับทีพ
่ วกเขาวุานุา
ตกใจ พวกเขาเหลุานี ้...ให้ชีวิตทีเ่ ป็ นประจำาวัน” (1967, p.164)

ควำมไม่เทีย
่ งแทูของมนุษย์เกิดขึน
้ เพรำะมนุษย์ทำำในสิง่ ทีค
่ นอืน
่ ในสังคม
ทำำ เชือ
่ ในสิง่ ทีค
่ นอืน
่ ในสังคมเชือ
่ ตัดสินเหมือนกับคนอืน
่ ในสังคมตัดสิน
ในแง่นี ้ มนุษย์จมตัวเองอย่้ในชีวิตประจำำวันและไม่ไดูระลึกถึงภำวะสัต
ของตนเองทีเ่ ป็ นปลำยเปิ ด ชีวิตของมนุษย์จึงไม่ “แทูจริง” เพรำะไม่
สำมำรถเลือกทำำสิง่ ทีต
่ นเองตูองกำรไดู ดังนัน
้ สิง่ ทีม
่ นุษย์ไม่ควรหลงลืม
คือภำวะปลำยเปิ ดของมนุษย์นัน
่ เอง

คำำถำมทีเ่ รำสำมำรถถำมไดูทันทีคือ อะไรทีจ


่ ะทำำใหูมนุษย์รู้สึกสำำนึก
ภำวะปลำยเปิ ดของตัวเอง คำำตอบทีไ่ ฮเดกเกอร์ใหูไวูคือ สิง่ ทีจ
่ ะทำำใหู
มนุษย์สำมำรถสำำนึกถึงภำวะปลำยเปิ ดของตัวเองไดูคือ ควำมตำย
ควำมตำยคือสิง่ ทีท
่ ำำใหูมนุษย์รู้สึกตัวว่ำตนเองเป็ นสิง่ ทีม
่ ีควำมจำำกัดจำำ
เขีย
่ ส้งในแง่เวลำ เมือ
่ เวลำของมนุษย์จำำกัด มนุษย์จะเกิดภำวะ “กลัว
กังวล” (anxiety) ทีจ
่ ะผลักใหูมนุษย์ทำำในสิง่ ทีต
่ นเองไม่ทำำ รู้สึกในสิง่ ที ่
ไม่รู้สึก หรือแม่แต่เขูำใจในสิง่ ทีไ่ ม่เขูำใจ ควำมรู้สึกเหล่ำนีก
้ ระชำกเรำ
ออกจำกกำรใชูชีวิตทีเ่ รำใชูอย่้ในทุกๆ วัน เช่น หำกเรำรับรู้ว่ำตัวเรำเป็ น
มะเร็งและกำำลังจะตำย เรำคงไม่ใชูชีวิตอย่ำงทีเ่ คยเป็ น เรำอำจไปเทีย
่ ว
เพือ
่ รับรู้ควำมสุขก่อนตำยโดยไม่ทำำงำน เรำอำจออกบวชเพือ
่ เขูำใจควำม
ตำย เรำอำจกอดคนทีเ่ รำรักใหูแน่นกว่ำทีเ่ คย ในแง่นี ้ มนุษย์เป็ นสัตที ่
มุ่งส่้ควำมตำย (Being-towords-death) และควำมตำยนีเ่ องทีท
่ ำำใหูมนุษย์
สำำนึกถึงควำมเทีย
่ งแทูของตน

โดยสรุป เรำจะพบว่ำจุดเริม
่ ตูนของปรำกฏกำรณ์วิทยำแบบไฮเดกเกอร์
คือกำรตัง้ คำำถำมกับควำมชอบธรรมของศำสตร์ในกำรอธิบำยสัต เพือ

เริม
่ ตูนกำรคิดประเด็นนีใ้ หม่ ไฮเดกเกอร์ มองมนุษย์ในฐำนะดำไซน์ทีเ่ ป็ น
ภำวะปลำยเปิ ดเพือ
่ ใหูกำรเขูำใจสัต (being) เป็ นสัตภำวะ (Being) มอง
ในแง่นี ้ มนุษย์จึงมิไดูมีแก่นแกนหรือสำระเดียวอย่ำงทีเ่ ป็ นในระบบ
อภิปรัชญำทีว
่ ำงตนอย่้ทีเ่ ทวภำพวิทยำอีกต่อไป ไฮเดกเกอร์อธิบำยต่อไป
ว่ำเรำตูองเขูำใจมนุษย์ในฐำนะสิง่ ทีอ
่ ย่้-ใน-โลกเพือ
่ คูนหำสิง่ ทีจ
่ ริงแทูของ
ชีวิตมนุษย์ อันไดูแก่ภำวะปลำยเปิ ดทีท
่ ำำใหูเรำเลือกมีชีวิตทีไ่ ม่เหมือนคน
อืน
่ ไดู ในแง่นี ้ ควำมตำยคือเงือ
่ นไขสำำคัญทีท
่ ำำใหูเรำสำำนึกถึงภำวะ
ปลำยเปิ ดของเรำ ควำมตำยสำมำรถทำำใหูมนุษย์ในฐำนะดำไซน์ ดึง
ตนเองออกจำกโลกทีม
่ ีคนส่วนใหญ่ครอบครองไวู และเลือกกำำหนดตัว
เองอย่ำงทีต
่ นเองตูองกำร นีเ่ องคือควำมต่ำงระหว่ำงฮุสเซิร์ลและไฮเดก
เกอร์ กล่ำวคือ ไฮเดกเกอร์ไดูนำำประเด็นเรือ
่ งกำรสำำนึกทีม
่ ีควำมหมำย
ผ้กโยงมำส่้ประเด็นเรือ
่ งกำรมีอย่้ของมนุษย์

Heidegger, M. 1967. Being and Time. Trans. J. Macquarrie and E.


Robinson. Oxford: Basil Blackwell

Heidegger, M. 1997. Letter on humanism. In Basic Writings. D. F.


Krell (ed.). New York: Harper and Row. (งำนชิน
้ นีอ
้ ่ำนไม่ยำกเมือ

เทียบกับ Being and Time “Letter on humanism” เป็ นจดหมำยที ่ ไฮ
เดกเกอร์เขียนถึง Jean Beaufret ซึง่ เป็ นนักปรัชญำชำวฝรัง่ เศสทีน
่ ำำเอำ
ควำมคิดของไฮเดกเกอร์เขูำมำส่้วงกำรปรัชญำฝรัง่ เศส “จดหมำย” ฉบับ
นีเ้ ขียนขึน
้ เพือ
่ โตูแยูงกับซำร์ตร์โดยเฉพำะหลังจำกทีซ
่ ำร์ตร์ปำฐกถำเรือ
่ ง
Existentialism and Humanism สิง่ ทีไ่ ฮเดกเกอร์เสนอในงำนชิน
้ นีค
้ ือเรำ
ควรคิดเรือ
่ งภำวะมนุษย์แทนทีจ
่ ะคิดเรือ
่ งแก่นแกนเมือ
่ จะตอบปั ญหำเรือ
่ ง
อัตลักษณ์ของมนุษย์)

Heidegger, M. 1982. The Basic Problems of phenomenology. Trans.


Albert Hofstadter. Bloomington: Indianna University Press. (งำนชิน
้ นี ้
ใหูภำพกวูำงของปรำกฏกำรณ์วิทยำในฐำนะทีเ่ ป็ นฐำนทำงภววิทยำ และ
ในงำนนีเ้ องทีไ่ ฮเดกเกอร์ไดูสำำรวจมโนทัศน์เรือ
่ งภำวะนับแต่อริสโตเติล)
Heidegger, M. 1921-2. Phanomenologische Interpretationen zu
Aristotteles. W Brocker and K. Brocker-Oltmanns (eds.), GA 6I,
1985.

Thomas Kuhn
เป็ นหนึง่ ในนักประวัติศำสตร์วิทยำศำสตร์เพียงไม่กีค
่ น ซึง่ งำนของเขำ
นัน
้ เป็ นทีร
่ ู้จักกันเป็ นอย่ำงดีต่อคนภำยนอกทัง้ หลำย. หนังสือของเขำ
"The Structure of Scientific Revolutions(โครงสรูำงเกีย
่ วกับกำรปฏิวัติ
วิทยำศำสตร์), ซึง่ ไดูรับกำรตีพิมพ์ขึน
้ มำใน ค.ศ.1962 กลำยเป็ นหนังสือ
คลำสสิคเล่มหนึง่ , และไดูรับกำรอูำงอิงถึงเป็ นประจำำ สำำหรับกำร
สนทนำและถกเถียงกันทัว
่ ไปในวัฒนธรรมตะวันตก. โดยไม่ตูองกล่ำวว่ำ
หนังสือเล่มนีม
้ ันเป็ นอะไรทีม
่ ำกยิง่ กว่ำกำรเล่ำเรือ
่ งเกีย
่ วกับ
ประวัติศำสตร์. เพรำะไดูอำศัยกำรคูนควูำวิจัยทำงประวัติศำตร์ ในฐำนะ
ทีเ่ ป็ นกำรปลุกเรูำใหูเกิดควำมตืน
่ เตูนเกีย
่ วกับเรือ
่ งรำวเดิมๆของ
ธรรมชำติทัว
่ ไปของควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์. อันนีไ้ ดูทำำใหูหนังสือทีก
่ ำำลัง
พ้ดถึงมีนัยสำำคัญทำงปรัชญำอย่ำงลึกซึง้ , อย่ำงนูอยทีส
่ ุดในโลกทีใ่ ชู
ภำษำอังกฤษ ทีซ
่ ึง่ วิทยำศำสตร์มักจะครอบครองตำำแหน่งพิเศษอันหนึง่
เอำไวูเสมอในควำมคิดทำงปรัชญำ

บทคัดย่อของผููแปลและเรียบเรียง

เรำเคยไดูยินคนพ้ดไหม ในทำำนองว่ำ "ควำมคิดของคุณฟั งด้ไม่เป็ น


วิทยำศำสตร์" แลูวเรำรู้สึกกันอย่ำงไร ในโลกทีย
่ อมรับกันทัว
่ ไปว่ำ กำร
คิดอย่ำงเป็ นวิทยำำสตร์เป็ นสิง่ ทีด
่ ีทีส
่ ุด ถ้กตูองทีส
่ ุด และมีเหตุผลมำก
ทีส
่ ุด

เรือ
่ งรำวซึง่ เรำจะอ่ำนต่อไปนี ้ Thomas Kuhn กำำลังจะบอกกับเรำว่ำ...
ควำมจริงแลูว บรรดำนักวิทยำศำสตร์นัน
้ กลับทำำอะไรทีไ่ ม่เป็ นไปใน
หนทำงทีด
่ ีทีส
่ ุด ถ้กตูองทีส
่ ุด มีเหตุผลมำกทีส
่ ุด แต่ทีส
่ ำำคัญมันกลับทำำใหู
เรำเชือ
่ มัน
่ ทีส
่ ุด ทัง้ นีเ้ พรำะสิง่ ทีพ
่ วกเขำทำำนัน
้ โดยมำกเป็ นควำมเชือ
่ และ
กำรยึดมัน
่ โดยไม่มีกำรตัง้ คำำถำมกับหลักกำรทีท
่ ำำใหูไดูมำซึง่ ควำมรู้ของ
พวกเขำนัน
่ เอง

แต่ญำนวิทยำของสังคมตะวันตกสมัยใหม่ ไดูควำมรู้ของวิทยำศำสตร์
ธรรมชำติมำเป็ นกระบวนทัศน์ทำงควำมรู้ "กระบวนทัศน์"คำำนีม
้ ำจำกคำำ
ว่ำ "paradigm"ซึง่ ในทีน
่ ีห
้ มำยถึง โลกทัศน์อันหนึง่ ทีอ
่ ย่้ภำยใตูกรอบ
ทฤษฎีต่ำงๆหรือระเบียบวิธีทำงวิทยำศำสตร์. และกรอบดังกล่ำวมำจำก
ลัทธิเหตุผลนิยม ซึง่ ลัทธิเหตุผลนิยมนีไ้ ดูมำเป็ นฐำนใหูกับวิทยำศำสตร์
และกำรเมืองสมัยใหม่

เมือ
่ เรำต่ำงยึดถือเหตุผลกันมำกๆ ทำำใหูเรำขำดหรือมำกยิง่ ไปกว่ำนัน

เรำละเลยทีจ
่ ะตัง้ คำำถำมอย่ำงมีเหตุผลกับลัทธิเหตุผลนิยม จนมันกลำย
เป็ นมำยำคติอันหนึง่ ของสังคมเรำขึน
้ มำ คลูำยกับปกรณัมโบรำณทีค
่ นใน
ยุคดึกดำำบรรพ์ต่ำงก็เชือ
่ กันว่ำ เรือ
่ งเล่ำตำำนำนอันนัน
้ เป็ นจริง ถ้กตูอง
โดยไม่มีกำรตรวจสอบ

บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยและพวกเรำต่ำงยึดมัน
่ ถือมัน
่ ในตัว
กระบวนทัศน์วิทยำศำสตร์ว่ำเป็ นสิง่ ทีม
่ ีเหตุผล ถ้กตูอง เป็ นทีน
่ ่ำเชือ
่ ถือ
และตูองยอมรับ เมือ
่ เป็ นเช่นนี ้ จึงทำำใหูเกิดมำยำคติขึน
้ มำ และมันทำำใหู
วิทยำศำสตร์เป็ นเรือ
่ งของควำมจริงทีไ่ ม่ตูองพิส้จน์(dogma) ซึง่ ไดูไป
คลูำยคลึงกันกับศำสนำต่ำงๆ

อันนีต
้ ูองถือว่ำเป็ นจุดอ่อนของลัทธิเหตุผลนิยม และจุดอ่อนอันนีม
้ ันเริม

ตูนขึน
้ มำจำกทฤษฎีควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์นัน
่ เอง. จุดอ่อนของลัทธิ
เหตุผลนัน
้ อันทีจ
่ ริงมันมีทีม
่ ำซึง่ ยำกจะตำำหนิเช่นกัน กล่ำวคือ มันเป็ น
ควำมสำำเร็จในกำรวิจัยโดยอำศัยกระบวนทัศน์ทำงวิทยำศำสตร์ก่อนหนูำ
ทีท
่ ำำสำำเร็จ มันสรูำงควำมมัน
่ ใจใหูเกิดขึน
้ ในเรือ
่ งของเหตุผล พวกเขำไดู
ใหูสถำนภำพกับมันในฐำนะแบบจำำลองทีม
่ ีอำำนำจ ดูวยเหตุนี ้ นักวิทยำ
ศำสตร์หลังๆต่อมำจึงพำกันดำำเนินกำรวิจัยของพวกเขำไปตำมนัน
้ ดูวย
ควำมไวูวำงใจอย่ำงมำกจนมำกเกินไป กระทัง่ หลงลืมและละเลยกับกำร
ตัง้ คำำถำม

งำนวิจัยทีม
่ ีพืน
้ ฐำนอย่้บนควำมสำำเร็จทำงดูำนวิทยำศำสตร์มำแลูวครัง้
หนึง่ หรือมำกกว่ำนัน
้ ในอดีต ควำมสำำเร็จต่ำงๆทีช
่ ุมชนทำงวิทยำศำสตร์
บำงแห่งโดยเฉพำะยอมรับช่วงเวลำหนึง่ ในฐำนะทีเ่ ป็ นตัวเสริมรำกฐำน
สำำหรับปฏิบต
ั ิกำรครัง้ ต่อไป งำนวิจัยเหล่ำนี ้ Kuhn เรียกมันว่ำ normal
science หรือ normal research

จุดอ่อนของ normal science คือ มันตัง้ ตูนมำจำกควำมสำำเร็จของกำร


ปฏิบัติกำรทำงวิทยำศำสตร์ซึง่ มีลักษณะทีจ
่ ำำเพำะอันใดอันหนึง่ และมัน
ไดูประสบควำมสำำเร็จ จำกนัน
้ ก็ยึดถือว่ำ หลักหรือวิธีกำรนัน
้ มันนำำไป
ใชูไดูกับกำรศึกษำทำงดูำนวิทยำศำสตร์อย่ำงอืน
่ ๆ

ดูวยเหตุนี ้ จำกลักษณะของกำรเหมำรวมดังกล่ำว มันจึงก่อใหูเกิดควำม


ผิดพลำดขึน
้ ตำมมำเป็ นระยะๆ จนกระทัง่ เมือ
่ ผ่ำนกำลเวลำอันยำวนำน
อย่้ช่วงหนึง่ ปรำกฎว่ำ ควำมผิดพลำดต่ำงๆไดูสะสมเพิม
่ พ้นตัวของมัน
เองขึน
้ มำเป็ นกองใหญ่ และแลูว ควำมตำยของมันจึงปรำกฎตัวขึน
้ มำ

ดังนัน
้ Kuhn จึงเตือนว่ำ นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยไม่ควรเห็นดูวยเกีย
่ ว
กับกำรตีควำม หรือยึดถือควำมถ้กตูองของควำมรู้ทีม
่ ีอย่้ก่อนแลูว อันนี ้
เทียบกับกำรพิพำกษำต่ำงๆ ทีไ่ ม่ควรเห็นดูวยกับบำงสิง่ บำงอย่ำงเกีย
่ วกับ
กำรตีควำมทีถ
่ ้กตูองของกฎหมำยทีม
่ ีอย่้ก่อนแลูวเช่นกัน. แต่โดยทัว
่ ไป
บรรดำนักวิทยำศำสตร์ไม่เห็นดูวยกับมำยำคติเกีย
่ วกับควำมถ้กตูองอันนี ้
นูอยกว่ำผู้พิพำกษำทัง้ หลำยเสียอีก

เมือ
่ กำรสิน
้ สุดของกระบวนทัศน์ทำงวิทยำศำสตร์ไดูมำถึง กำร
เปลีย
่ นแปลงกระบวนทัศน์จะเกิดขึน
้ มำแทนที ่. กำรเปลีย
่ นแปลงกระบวน
ทัศน์นัน
้ จริงๆแลูว ไม่ไดูเป็ นไปในลักษณะของตรรกะลูวนๆ แต่มันมี
เรือ
่ งของอคติ และแรงกดดันต่ำงๆ เป็ นเรือ
่ งของควำมบังเอิญปนเขูำไป
ดูวยในบำงครัง้ รวมไปถึงขนบประเพณีบำงอย่ำงของสังคมของเรำก็เขูำ
มำมีส่วนเกีย
่ วขูองดูวย(ทีก
่ ล่ำวเช่นนีเ้ พรำะ สังคมมีกำรกลัน
่ กรองขูอม้ล
บำงอย่ำงอย่้ตลอดเวลำ มันตัดเอำบำงอย่ำงออกไป และเพิม
่ เติมบำง
อย่ำงเขูำมำ ดังนัน
้ ควำมรู้จึงเป็ นเรือ
่ งของชุมชนดูวย เพรำะชุมชนตูองใชู
มันร่วมกัน)

แต่อย่ำงไรก็ตำม ในทีส
่ ุด มันก็จะก่อใหูเกิด normal science อันใหม่ขึน

มำ แลูวชุมชนวิทยำศำสตร์ก็จะยึดถือมันเป็ นแบบจำำลองทีม
่ ีพลังอำำนำจ
และดำำเนินรอยตำมบนหนทำงนัน
้ อีกครัง้ ๆ และอีกครัง้ ไปเรือ
่ ยๆ
ทัง้ หมดนี ้ เป็ นกำรตัง้ ขูอสังเกตุของ Kuhn เกีย
่ วกับควำมรู้ของเรำ ทีว
่ ำง
อย่้บนควำมเชือ
่ มัน
่ ในควำมรู้ทีเ่ ป็ นวิทยำศำสตร์ของเรำอย่ำงถึงแก่น

สมเกียรติ ตัง้ นโม / มหำวิทยำลัยเทีย


่ งคืน. มหำวิทยำลัยเชียงใหม่

Thomas Kuhn

Thomas Kuhn เป็ นหนึง่ ในนักประวัติศำสตร์วิทยำศำสตร์เพียงไม่กีค


่ น
ซึง่ งำนของเขำนัน
้ เป็ นทีร
่ ู้จักกันเป็ นอย่ำงดีต่อคนภำยนอกทัง้ หลำย.
หนังสือของเขำ "The Structure of Scientific Revolutions(โครงสรูำงของ
กำรปฏิวัติวิทยำศำสตร์) ซึง่ ไดูรับกำรตีพิมพ์ขึน
้ มำใน ค.ศ.1962 กลำย
เป็ นหนังสือคลำสสิคเล่มหนึง่ และไดูรับกำรอูำงอิงถึงเป็ นประจำำสำำหรับ
กำรสนทนนำและถกเถียงกันทัว
่ ไปในวัฒนธรรมตะวันตก.

โดยไม่ตูองกล่ำวว่ำ หนังสือเล่มนีม
้ ันเป็ นอะไรทีม
่ ำกยิง่ กว่ำกำรเล่ำเรือ
่ ง
เกีย
่ วกับประวัติศำสตร์ เพรำะมันไดูอำศัยกำรคูนควูำวิจัยทำงประวัติศำต
ร์มำปลุกเรูำใหูเกิดควำมตืน
่ เตูนเกีย
่ วกับเรือ
่ งรำวเดิมๆของธรรมชำติ
ทัว
่ ไปของควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์. อันนีไ้ ดูทำำใหูหนังสือทีก
่ ำำลังพ้ดถึงมี
นัยสำำคัญทำงปรัชญำอย่ำงลึกซึง้ อย่ำงนูอยทีส
่ ุดก็ในโลกทีใ่ ชูภำษำ
อังกฤษ ทีซ
่ ึง่ วิทยำศำสตร์มักจะครอบครองตำำแหน่งพิเศษอันหนึง่ เอำไวู
เสมอในควำมคิดทำงปรัชญำ

พวกเรำไม่เคยใหูกำรยอมรับอย่ำงจริงใจเลย ต่อวิธีกำรเขูำถึงดูวยกำรเก็ง
ควำมจริงของบรรดำนักปรัชญำภำคพืน
้ ทวีป หรือทฤษฎีอภิปรัชญำอันยิง่
ใหญ่ต่ำงๆของท่ำนเหล่ำนัน
้ . ในปรัชญำของ แองโกล-แซกซัน เรำมักจะ
ย่ำงเหยียบรอยเทูำของเรำลงบนพืน
้ ดินทีม
่ ัน
่ คง และปฏิเสธทีจ
่ ะใหูกำร
ยอมรับเรือ
่ งใดๆ แมูแต่ขูออูำงทีย
่ อมรับกันอย่ำงแน่นเหนียวแลูวส่วน
ใหญ่
ร้ปแบบต่ำงๆของแบบจำำลองของเรำเกีย
่ วกับกำรอภิปรำย เป็ นเรือ
่ งของ
ภำษำธรรมดำพืน
้ ๆทีเ่ ขูำใจมันไดูทันที และเป็ นภำษำวิทยำศำสตร์
ธรรมชำติ ทีม
่ ีควำมถ้กตูองแม่นยำำและมีมำตรฐำนทีเ่ ป็ นระบบระเบียบ
ของควำมมีเหตุมีผล. โดยเฉพำะอย่ำงยิง่ ในญำนวิทยำ วิทยำศำสตร์
ธรรมชำติไดูมำรับใชูในฐำนะทีเ่ ป็ น"กระบวนทัศน์"ทำงควำมรู้ ซึง่
หมำยควำมว่ำ คำำอธิบำยทีส
่ ำำคัญทัง้ หมดเกีย
่ วกับกำรพัฒนำของ
วิทยำศำสตร์ ไดูเขูำมำยึดกุมญำนวิทยำ ในเวลำเดียวกันก็มีควำม
คลูองจองกับประวัติศำสตร์. โดยเหตุนี ้ หนังสือของ Kuhn จึงมีควำมน่ำ
สนใจทำงปรัชญำค่อนขูำงมำก และไดูสรูำงควำมสำำคัญของตัวเขำขึน
้ มำ.
[หมำยเหตุ] "กระบวนทัศน์"คำำนีม
้ ำจำกคำำว่ำ "paradigm"ในทีน
่ ีห
้ มำยถึง
โลกทัศน์อันหนึง่ ทีอ
่ ย่้ภำยใตูกรอบทฤษฎีต่ำงๆหรือระเบียบวิธีทำง
วิทยำศำสตร์

Kuhn ไดูทำำใหูเกิดกำรรวมตัวกันอย่ำงมีเอกภำพของ"ควำมเป็ นผู้มีควำม


รู้"กับ"กำรทำำลำยควำมเชือ
่ ถือศรัทธำ"เขูำดูวยกัน. ถึงแมูว่ำจะไม่ค่อยมี
ใครยอมรับมำแต่ตูน ต่อปฏิบัติกำรทำงปรัชญำทีไ่ ม่มีลักษณะยึดติดแบบ
เดิมๆอย่ำงถึงรำกของวิทยำศำสตร์ แต่มันก็ควรไดูรับควำมเคำรพ เนือ
่ ง
มำจำกควำมสำมำรถซึง่ เป็ นทีย
่ อมรับเกีย
่ วกับผลงำนทำงดูำน
ประวัติศำสตร์ ทีม
่ ันไดูรับกำรวำงพืน
้ ฐำนอย่้บนนัน
้ .

Kuhn ไดูเป็ นทีร


่ ู้จักอย่ำงรวดเร็วในฐำนะทนำยแกูต่ำงทีฉ
่ ลำดหลักแหลม
คหนึง่ , เขำเป็ นนักวิจำรณ์ทีน
่ ่ำกลัวและเอำชนะไดูยำกมำก เกีย
่ วกับ
ปั ญญำญำนทำงปรัชญำทีไ่ ดูรับกำรยอมรับกันแลูว. และถูำหำกว่ำเรำ
ตูองกำรเขูำใจควำมสำำคัญอย่ำงเต็มทีเ่ กีย
่ วกับงำนของ Kuhn อันดับแรก
เรำจะตูองมองเขูำไปใน"ปั ญญำญำน"ทีไ่ ดูรับกำรยอมรับแลูวอันนี ้.
มันไม่ใช่เพียงแค่เรือ
่ งปรัชญำทีเ่ ป็ นนำมธรรมเท่ำนัน
้ ที ่ Kuhn เรียกรูองใหู
ตัง้ คำำถำมหรือขูอสงสัย. มำกไปกว่ำนัน
้ เขำยังเรียกรูองใหูตัง้ ขูอกังขำกับ
สิง่ ทีไ่ ปเชือ
่ มโยงกันกับแบบแผนและวิวัฒนำกำรของควำมคิดดูวย ซึง่ ไดู
ร่วมกันสรูำงกุญแจสำำคัญขึน
้ มำดอกหนึง่ อันเป็ นส่วนประกอบของโลก
ทัศน์สมัยใหม่ซึง่ เป็ นทีย
่ อมรับกันของพวกเรำ

แบบแผนของควำมคิดดังกล่ำวเป็ นสิง่ ทีม


่ ีควำมสลับซับซูอนมำก มันคือ
แก่นแทูต่ำงๆทีร
่ วมเขูำดูวยกันของ "ลัทธิเหตุผลนิยม"(rationalism), "ลัทธิ
ปั จเจกชนนิยม และ"ควำมศรัทธำในเสรีนิยม" ในควำมกูำวหนูำที ่
วิวัฒนำกำรมำอย่ำงค่อยเป็ นค่อยไป ซึง่ ขูำพเจูำขอเรียกมันอย่ำงง่ำยว่ำ
"มำยำคติของลัทธิเหตุผลนิยม"(myth of rationalis).

หลักการของเหตุผลนิยม

หลักกำรของ"เหตุผลนิยม" เนูนในพลังอำำนำจเกีย
่ วกับสมรรถภำพของ
เหตุผล ซึง่ ปั จเจกชนทุกคนครอบครองอย่้. คำำอธิบำยแบบเหตุผลนิยม
ของวิทยำศำสตร์ มองควำมเจริญงอกงำมของมันในฐำนะเป็ นผลิตผล
เกีย
่ วกับกำรกระทำำของปั จเจกทีเ่ กีย
่ วพันกันกับเหตุผล. โดยกำรอนุมำน
หรือกำรสรุปเชิงตรรกะบนพืน
้ ฐำนเกีย
่ วกับประสบกำรณ์ และบรรดำนัก
วิทยำศำสตร์แต่ละคนต่ำงใหูกำรสนับสนุนต่อควำมกูำวหนูำของ
วิทยำศำสตร์ ต่อพัฒนำกำรซึง่ สัง่ สมขึน
้ มำในควำมรู้วิทยำศำสตร์ รวมไป
ถึงควำมสอดคลูองทีล
่ งรอยกันเพิม
่ ขึน
้ เกีย
่ วกับควำมจริง(reality)ทีม
่ ันไดู
อธิบำยอย่ำงค่อยเป็ นค่อยไป. ถูำหำกว่ำ ปั จเจกชนแต่ละคนยุติหรือละ
เลิกกำรใชูเหตุผล ควำมกูำวหนูำก็จะถ้กคุกคำม. กำรเลิกใชูเหตุผลในทีน
่ ี้
"อันตรำยก็คือสังคม".

พวกเรำต่ำงทรำบกันดีว่ำ ควำมกดดันทำงสังคม, ตัณหำทำงกำรเมือง,


ผลประโยชน์ทำงเศรษฐกิจ, อำจเป็ นทีม
่ ำของอคติในกำรตัดสินของ
ปั จเจกชน และดูวยอคติต่ำงๆเหล่ำนี ้ อำจแปรร้ปควำมคิดไปส่้
อุดมกำรณ์ทำงกำรเมืองหรือคำำสอนศำสนำทีไ่ ม่ตูองมีกำรพิส้จน์. อันที ่
จริงแลูว สิง่ เหล่ำนีจ
้ ะตูองถ้กขจัด หรือทำำใหูมันไม่ยังผลใดๆ ถูำเผือ
่ ว่ำ
เรำยังตูองกำรทีจ
่ ะทำำควำมเขูำใจเกีย
่ วกับธรรมชำติ และปรำรถนำทีจ
่ ะ
ทำำใหูควำมรู้ของเรำกูำวหนูำต่อไป, หรือสนับสนุนต่อกำรกระทำำทำงดูำน
วิทยำศำสตร์.

เรือ
่ งรำวควำมมีเหตุมีผลทีม
่ ีลักษณะม้ลฐำนมำกๆอันนี ้ ไดูถ้กยอมรับกัน
อย่ำงกวูำงขวำง ไม่เพียงในดูำนปรัชญำเท่ำนัน
้ แต่ยังรวมไปถึงสังคมส่วน
ใหญ่ดูวย. หมำยเหตุในทีน
่ ี ้ ควำมมีเหตุมีผลมันไดูคลุกเคลูำเขูำกับคุณค่ำ
ทำงกำรเมืองทีเ่ ป็ นแกนกลำงของสังคมเสรีประชำธิปไตยสมัยใหม่ของ
พวกเรำ เท่ำๆกับวิทยำศำสตร์ธรรมชำติ. หำกจะเปรียบเทียบแลูว ควำม
มีเหตุมีผลมันไดูวำงผู้คนใหูอย่้ต่อหนูำธรรมชำติ เท่ำเทียมกันกับทีค
่ วำมมี
เหตุมีผลไดูยืนอย่้ต่อหนูำกฎหมำยของเรำ อย่ำงเสมอกัน.

เหตุผล, ไดูถ้กครอบครองเป็ นเจูำของโดยทุกๆคน ทัง้ หมดนัน


้ เป็ นที ่
ตูองกำรเพือ
่ สืบทอดควำมรู้จำกประสบกำรณ์ คนทุกคนสำมำรถทำำมันไดู
เหมือนๆกัน. นัน
่ เป็ นลักษณะปั จเจกทีเ่ ขูมแข็งประกำรหนึง่ ซึง่ เนูนใน
เรือ
่ งรำวของเหตุผล

ควำมกูำวหนูำไดูไหลเลือ
่ นจำกกำรตัดสินใจต่ำงๆของปั จเจกชนโดยไม่ถ้ก
จำำกัด เท่ำๆกันกับทีถ
่ ้กอูำงโดยทฤษฎีทีม
่ ีอย่้ทัว
่ ไปของบรรดำนัก
เศรษฐศำสตร์กำรคลังทัง้ หลำยของเรำ แต่อย่ำงไรก็ตำม กำรแทรกแซง
ทำงสังคมไดูก่อใหูเกิดควำมเบีย
่ งเบนอันไม่พึงปรำรถนำต่ำงๆเขูำส่้ระบบ

ควำมกูำวหนูำทำงวิทยำศำสตร์ก็ยืนหยัดอย่้ในแง่มุมอันนี ้ ในฐำนะทีเ่ ป็ น
ขูอคลูำยคลึงกันอันหนึง่ ของกูำวย่ำงทำงสังคม. อันนีค
้ ือสำเหตุทีว
่ ่ำ ทำำไม
ขูำพเจูำจึงพ้ดถึงมำยำคติของลัทธิเหตุผลมำตัง้ แต่ตูน; ไม่ใช่เพือ
่ แสดงนัย
ะง่ำยๆว่ำ ลัทธิเหตุผลนิยมเป็ นสิง่ ทีผ
่ ิดพลำด, แต่เพือ
่ บอกเป็ นนัยว่ำ โดย
ทัว
่ ไปแลูว มันไดูรับกำรเชือ
่ ว่ำ มำยำคติอันหนึง่ ถ้กเชือ
่ ถือ เนือ
่ งมำจำก
ควำมสอดคลูองลงรอยกันอย่ำงน่ำพอใจกับแบบแผนอืน
่ ๆเกีย
่ วกับควำม
คิดและกำรกระทำำนัน
่ เอง

โดยไม่ตูองกล่ำวว่ำ บรรดำนักปรัชญำทัง้ หลำยต่ำงไม่ไดูรู้สึกพึงใจทีจ


่ ะ
ยึดถือหรือพัฒนำขูอคิดเห็นทำงดูำนลัทธิเหตุผลดังกล่ำว พวกเขำไดู
วิเครำะห์มันมำโดยตลอด แสวงหำและขุดเอำควำมอ่อนแอและควำมไม่
สมบ้รณ์เพียงพอของมันขึน
้ มำ. ขูอถกเถียงเกีย
่ วกับกำรคัดคูำนต่อลัทธิ
เหตุผลทีม
่ ีพลังมำกทีส
่ ุดบำงอย่ำง ไดูรับกำรพัฒนำขึน
้ มำจำกตัวของ
บรรดำนักปรัชญำลัทธิเหตุผลนัน
่ เอง

สิง่ สำำคัญทีส
่ ุดเกีย
่ วกับขูอถกเถียงเหล่ำนี ้, จุดอ่อนทีข
่ ูอเทูำของ Achilles
ทีย
่ อมรับกันของลัทธิเหตุผลนิยม, มันสืบทอดมำจำกลักษณะเฉพำะทำง
ดูำนทฤษฎีเกีย
่ วกับควำมรู้ดูำนวิทยำศำสตร์.
*[หมำยเหตุ]: Achilles เป็ นวีรบุรุษในปกรณัมกรีกโบรำณในเรือ
่ ง Illiad
ของ Homer; Achilles เป็ นนักรบกรีกทีส
่ ำำคัญทีส
่ ุดซึง่ ไดูโจมตีเมือง Troy;
เมือ
่ ตอนทีเ่ ขำยังเป็ นเด็ก แม่ของเขำพยำยำมทีจ
่ ะทำำใหูเขำเป็ นอมตะ
โดยกำรนำำตัวเขำลงไปจุมลงในแม่นำำ
้ ศักดิส
์ ิทธิ ์ แต่ขูอเทูำทีเ่ ธอใชูยึดร่ำง
ของเขำไวู ไม่ไดูถ้กจุ่มลงไปดูวย ดังนัน
้ ส่วนนีข
้ องร่ำงกำยจึงเป็ นจุดอ่อน
ทีส
่ ำมำรถไดูรับบำดเจ็บและมีอันตรำยไดู - เรียกว่ำ"Achilles' heel"

จุดอ่อนของลัทธิเหตุผลนิยม

บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยยังคงอธิบำยและขยำยควำมปรำกฎ
กำรณ์ต่ำงๆในเทอมของทฤษฎีทีเ่ ป็ นกำรเฉพำะอันหนึง่ ซึง่ พวกเขำไดู
ประดิษฐ์มันขึน
้ มำ. พ้ดกันอย่ำงเป็ นทำงกำร, ทฤษฎีต่ำงๆจำำนวนนับไม่
ถูวนนัน
้ ต่ำงก็ไดูรับกำรสรูำงขึน
้ มำใหูมีควำมมัน
่ คงสอดคลูองกับเรือน
ร่ำงทีม
่ ีลักษณะเฉพำะอันหนึง่ ของขูอม้ล เท่ำๆกันกับเสูนโคูงต่ำงๆอันนับ
ไม่ถูวนซึง่ สำมำรถไดูรับกำรเขียนขึน
้ มำพำดผ่ำนจุดต่ำงๆจำำนวนหนึง่ .

ในทำงตรรก, ควำมนึกคิดเกีย
่ วกับควำมถ้กตูองโดดๆ หรือทฤษฎีทีน
่ ำำ
มำสนับสนุนไดูเป็ นอย่ำงดี อย่ำงนูอย มันมีลักษณะอันชวนสงสัย. แต่ใน
ประวัติศำสตร์ ทฤษฎีเหล่ำนัน
้ เป็ นสิง่ ซึง่ บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำย
นำำมำใชูเป็ นประจำำและใชูมันอย่ำงมีประสิทธิภำพ ซึง่ อันทีจ
่ ริงโดยสำระ
แลูวก็คือ พวกเขำไดูนำำมำใชูในกำรวิจัยทำงดูำนวิทยำศำสตร์นัน
่ เอง.

ปั ญหำของกำรตกอย่้ภำยใตูกำรกำำหนดหรือกำรตัดสินทำงตรรกะของ
ทฤษฎีต่ำงๆทำงดูำนวิทยำศำสตร์ ไม่ไดูถ้กปฏิเสธโดยบรรดำนักปรัชญำ
เหตุผลนิยมทัง้ หลำย แต่ทีส
่ ำำคัญคือ บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยไดู
ทรยศต่อตัวพวกเขำเองในวิธีกำรทีพ
่ วกเขำกระทำำกับมัน. พวกเขำนึกเอำ
ว่ำ ลัทธิเหตุผลนิยมจะตูองเป็ นสิง่ ถ้กตูอง(เพียงอย่ำงเดียว) และนัน
่ คือ
ปั ญหำทีพ
่ วกเขำเผชิญหนูำอย่้

การตั้งคําถามของ Kuhn และการตรวจสอบในเชิงประวัติศาสตร์

ทัศนคติของ Kuhn ต่อควำมยุ่งยำกอย่ำงเดียวกันนีอ


้ ำจไม่แตกต่ำงไปมำก
นัก. ก็เหมือนๆกันกับนักเหตุผลนิยมคนอืน
่ ๆ เขำไม่สำมำรถเห็นหรือ
เขูำใจไดูว่ำ นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยคิดอย่ำงมีเหตุผลจำกขูอม้ลไปส่้
ทฤษฎีทถ
ี ่ ้กตูองไดูอย่ำงไร ? และอันนีไ้ ดูนูอมนำำเขำไปส่้กำรตัง้ คำำถำมต่อ
ทฤษฎีว่ำ มันอำจ"ไม่ไดูรับกำรยอมรับ"บนพืน
้ ฐำนอืน
่ ๆบำงอย่ำงไดูหรือ
ไม่ ? และเพือ
่ ทีจ
่ ะตรวจสอบเรือ
่ งนี ้ เขำไดูหันไปสำำรวจกำรปฏิบัติกำร
จริงของบรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำย ซึง่ ส่วนใหญ่แลูว มันไดูเริม
่ ตูน
ขึน
้ และถ้กบันทึกเอำไวูในเนือ
้ หำทำงประวัติศำสตร์
Kuhn ไดูสืบคูนสิง่ ทีง่ ำนวิจัย, โดยแบบแผนแลูว(ในหูวงเวลำทีผ
่ ่ำนมำส่วน
ใหญ่) มีลักษณะเหมือนๆกัน ในขอบเขตควำมรู้ทีถ
่ ้กยอมรับกันอย่ำงดี
และมีควำมเป็ นวิทยำศำสตร์ทีส
่ มบ้รณ์

เขำสรุปว่ำ, ส่วนใหญ่ของงำนวิจัย ไดูอุทิศใหูกับกำรวำงแผนอย่ำง


ละเอียดและกำรแผ่ขยำยออกไปของควำมสำำเร็จทำงวิทยำศำสตร์ที ่
ยอมรับกันอย่ำงเป็ นร้ปธรรม. ควำมสำำเร็จอันนัน
้ ก็คือ กำรแกูปัญหำ
อย่ำงค่อยเป็ นค่อยไปเกีย
่ วกับปั ญหำวิทยำศำสตร์ทีม
่ ีลักษณะเฉพำะ. มัน
ไดูทำำใหูทัง้ ทฤษฎีและเทคนิคปรำกฎเป็ นร้ปเป็ นร่ำงขึน
้ มำ และแสดงใหู
เห็นโดยตัวอย่ำงว่ำ พวกมันควรไดูรับกำรนำำมำใชูอย่ำงไร

ยกตัวอย่ำงเช่น กรณีผลงำนของ Mendel เกีย


่ วกับพืชตระก้ลถัว
่ , หรือใน
เรือ
่ งเกีย
่ วกับสเปคตรัมของไฮโดรเจนอันเป็ นผลงำนของ Bohr. ควำม
สำำเร็จซึง่ เป็ นทีย
่ อมรับอันหนึง่ เกีย
่ วกับเรือ
่ งรำวประเภทนีอ
้ ำจแกูปัญหำ
หรืออธิบำยไดูแต่ปัญหำวิทยำศำสตร์ทีม
่ ล
ี ักษณะเฉพำะเรือ
่ งรำวหนึง่
โดดๆเท่ำนัน

เสน่ห์ดึงด้ดใจอันนัน
้ ของควำมสำำเร็จ อันทีจ
่ ริงคือ มันสำมำรถมำรับใชูใน
ฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำนสำำหรับงำนวิจัยครัง้ ต่อไป. บรรดำนักวิทยำศำสตร์ไดู
ใหูมันมีสถำนภำพเป็ นแบบจำำลองทีม
่ ีอำำนำจอันหนึง่ (an authoritative
model) - หรือเป็ น"กระบวนทัศน์วิทยำศำสตร์อันหนึง่ "(a scientific
paradigm), ดังที ่ Kuhn พ้ดเอำไวู - และพวกเขำไดูพัฒนำงำนวิจัยของ
พวกเขำไปรำยรอบๆมัน และในควำมคลูำยคลึงกับมัน

Kuhn เรียกงำนวิจัยประเภทนีว้ ่ำ"normal science"


[หมำยเหตุ] "normal science" หมำยถึง งำนวิจัยทีม
่ ีพืน
้ ฐำนอย่้บนควำม
สำำเร็จทำงดูำนวิทยำศำสตร์มำแลูวครัง้ หนึง่ หรือมำกกว่ำนัน
้ ในอดีต,
ควำมสำำเร็จต่ำงๆทีช
่ ุมชนทำงวิทยำศำสตร์บำงแห่งโดยเฉพำะยอมรับช่วง
เวลำหนึง่ ในฐำนะทีเ่ ป็ นตัวเสริมรำกฐำนสำำหรับปฏิบัติกำรครัง้ ต่อไปของ
มัน. (Thomas Kuhn)

Normal Science - โลกทัศน์ภายใตูกรอบวิธีการวิทยาศาสตร์ทีป


่ ระสบ
ความสําเร็จมาแลูว

สัมฤทธิผลของกระบวนทัศน์... ส่วนใหญ่นับตัง้ แต่เริม


่ ตูนทีเดียว คำำมัน

สัญญำเกีย
่ วกับควำมสำำเร็จ สำมำรถคูนพบไดูในตัวอย่ำงทีไ่ ดูรับกำรคัด
เลือก. Normal science ประกอบดูวยควำมเป็ นจริงของคำำมัน
่ สัญญำอัน
นี ,้ กำรทำำใหูปรำกฏเป็ นจริงขึน
้ มำอันหนึง่ ทีส
่ ัมฤทธิผลโดยกำรแผ่ขยำย
ควำมรู้เกีย
่ วกับขูอเท็จจริงเหล่ำนัน
้ ซึง่ กระบวนทัศน์ไดูแสดงออกมำใน
ฐำนะทีเ่ ป็ นกำรเปิ ดเผยซึง่ มีลักษณะเฉพำะ, โดยกำรเพิม
่ ขอบเขตของ
ควำมเขูำค่้กันระหว่ำงขูอเท็จจริงเหล่ำนัน
้ กับ กำรทำำนำยต่ำงๆของ
กระบวนทัศน์, และโดยกำรเชือ
่ มต่อของกระบวนทัศน์เองต่อๆกันไป

Kuhn เนูนว่ำ ในกระบวนทัศน์ normal science มันไม่เคยไดูรับกำร


ยอมรับนอกเหนือไปจำกขูอพิจำรณำต่ำงๆในทำงตรรก. ตรรกะคือพยำน
หลักฐำนซึง่ มำสนับสนุนมัน และพยำนหลักฐำนนัน
้ ก็ไดูรับกำรทักทูวง
หรือตัง้ คำำถำม เกิดขูอถกเถียง และโตูแยูงกัน. กระบวนทัศน์ normal
science ไดูถ้กนำำมำใชูในกำรวิจัยโดยกำรตกลงกัน มำกกว่ำทีจ
่ ะเป็ น
เพรำะควำมมีเหตุมีผลต่ำงๆของมัน. และกำรวิจัยหลำยต่อหลำยครัง้ ซึง่
มันถ้กนำำมำใชูสันนิษฐำน ก็ไม่เคยพยำยำมทำำกำรพิส้จน์มันเลย

ใน normal science กระบวนทัศน์ไม่ไดูถ้กวินิจฉัยหรือทดสอบ: นัน


่ คือ
ตัวมันเอง มันเป็ นพืน
้ ฐำนสำำหรับกำรตัดสิน. ควำมสำำเร็จของกระบวน
ทัศน์ไดูเพิม
่ เติมควำมรู้ของเรำเกีย
่ วกับธรรมชำติ. ส่วนควำมลูมเหลวของ
กระบวนทัศน์ มันเพียงบ่งชีถ
้ ึงควำมไม่สมบ้รณ์ของนักวิทยำศำสตร์
เท่ำนัน
้ , หรือควำมไม่เพียงพอของเครือ
่ งมือ, หรือควำมไม่รู้เกีย
่ วกับกำรมี
อย่้ของตูนตอหรือขูอม้ลทีไ่ ม่คำดหมำยบำงประกำร ซึง่ มำรบกวนเงือ
่ นไข
ต่ำงๆของกำรสังเกตุกำรณ์หรือกำรทดลอง. ดังนัน
้ จึงเห็นไดูว่ำ ไดูมี
ควำมวำงใจในเรือ
่ งของกระบวนทัศน์มำกเพียงใด และมันไดูถ้กนำำมำใชู
ในฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำนเชิงขนบประเพณีสำำหรับกำรประเมินงำนวิจัย กล่ำว
คือ normal science วำงใจลงบนควำมเห็นทีส
่ อดคลูองกันอันนีม
้ ำก

อันทีจ
่ ริง, ดังที ่ Kuhn เนูนอย่ำงเจ็บปวด, ลักษณะของควำมเห็น
สอดคลูองหรือฉันทำมติเกีย
่ วกับ normal science ยังคงถลำำลึกยิง่ ไปกว่ำ
นี .้ แมูว่ำกระบวนทัศน์จะมำรับใชูในฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำนสำำหรับกำร
ประเมินงำนวิจัย, แต่มันไม่ไดูมีกำรกำำหนดและตัดสินว่ำจะใชูวิธีกำรใด(ที ่
เหมำะสม)ก่อน เกีย
่ วกับกำรใชูมันเพือ
่ ภำรกิจอันนี ้. ตูองจำำไวูว่ำ,
กระบวนทัศน์เป็ นควำมสัมฤทธิผลทำงวิทยำศำสตร์โดยเฉพำะอันหนึง่ ,
ไม่ใช่คำำสอนทีไ่ ม่มีร้รัว
่ สำำหรับกำรสรูำงหรือกำรประเมินควำมสัมฤทธิผล
ต่อๆไป

กระบวนทัศน์ไม่ใช่ algorithm (หรือระบบกฎเกณฑ์ในกำรแกูปัญหำของ


จำำนวนทีแ
่ น่นอนทำงคณิตศำสตร์…): มันไม่ไดูเตรียมหรือจัดหำกฎเกณฑ์
ต่ำงๆใหูกับบรรดำนักวิทยำศำสตร์ เพือ
่ แกูไขปั ญหำต่ำงๆโดยเฉพำะ แต่
มันคือ"กฎเกณฑ์"ซึง่ นักวิทยำศำสตรทัง้ หลำย สำมำรถดำำเนินรอยตำม
เหมือนดัง่ จักรกลอัตโนมัติของเหตุผล. ทัง้ หมดทีม
่ ันเตรียมหรือหำมำใหู
คือ"ตัวของมันเอง" นัน
่ คือ ตัวอย่ำงอันหนึง่ ของกำรปฏิบัติกำรทีด
่ ี, ซึง่ จะ
ตูองนำำมำใชูโดยตรงในฐำนะทีเ่ ป็ นแบบจำำลองทีเ่ ป็ นร้ปธรรมอันหนึง่ ของ
งำนทีอ
่ ำศัยควำมรู้และควำมสำมำรถ. และบรรดำนักวิทยำศำสตร์จะตูอง
ตัดสินใจดูวยตัวของพวกเขำเองว่ำ แบบจำำลองอันนัน
้ จะไดูรับกำรนำำมำ
ใชู กับชิน
้ งำนทำงวิทยำศำสตร์เฉพำะอันนัน
้ ทีย
่ ืนอย่้ในขูอคลูำยคลึง
เหมำะสมกันกับมัน
ดูวยเหตุดังนัน
้ นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยจึงปฏิบัติกับ normal science ไม่
เพียงตูองเห็นดูวยกับสิง่ ซึง่ ควรมำรับใชูในฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำนของผลงำน
ของพวกเขำ แต่พวกเขำยังตูองเห็นพูองกันว่ำ มันควรมำรับใชู
วัตถุประสงค์อันนัน
้ โดยเฉพำะในทุกๆกรณีดูวย

พวกเขำถ้กบีบบังคับหรือถ้กผ้กมัดกับกำรใชูกระบวนทัศน์อันหนึง่ มำก
เท่ำกับผู้พิพำกษำคนหนึง่ ทีต
่ ูองตัดสินคดีไปตำมหลักกำรหรือกฎหมำยซึง่
เป็ นทีย
่ อมรับ, หลักกำรหรือกฎหมำยอันนัน
้ มันเป็ นสิง่ ทีม
่ ีอย่้ก่อนแลูว
สำำหรับกำรกระทำำ(ควำมผิด ?) และผู้พิพำกษำจะตูองตัดสินคดีต่ำงๆใน
อนำคตดูวยหลักกำรหรือกฎหมำยนีเ้ ช่นกัน ซึง่ ปั จจัยหรือตัวกำำหนดอัน
หนึง่ ของกำรกระทำำต่ำงๆในอนำคต มันอำจไม่เขูำกับหลักกำรหรือ
กฎหมำยเหล่ำนัน
้ เลยก็ไดู

ในทัศนะของนักเหตุผลนิยม งำนวิทยำศำสตร์ทีม
่ ีลักษณะเป็ นงำนประจำำ
เป็ นแก่นสำรอันหนึง่ ของควำมเชือ
่ ฟั งแบบยอมตำมต่อกฎเกณฑ์ทัง้ หลำย
ซึง่ ในคำำอธิบำยของ Kuhn มันเกีย
่ วพันกับกำรวำงแผนอย่ำงละเอียดของ
ขนบธรรมเนียมและจำรีตทีม
่ ีอย่้

ดังนัน
้ สำำหรับ Kuhn, นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยไม่ควรเห็นดูวยเกีย
่ วกับ
กำรตีควำม ควำมถ้กตูองของควำมรู้ทีม
่ ีอย่้ก่อนแลูว อันนีเ้ ทียบกับกำร
พิพำกษำต่ำงๆทีไ่ ม่ควรเห็นดูวยกับบำงสิง่ บำงอย่ำงเกีย
่ วกับกำรตีควำมที ่
ถ้กตูองของกฎหมำยต่ำงๆทีม
่ ีอย่้ก่อนแลูวเช่นกัน

โดยทัว
่ ไป บรรดำนักวิทยำศำสตร์ไม่เห็นดูวยนูอยกว่ำผู้พิพำกษำทัง้ หลำย
เสียอีก นัน
่ มันไม่ใช่บำงสิง่ ซึง่ Kuhn พยำยำมทีจ
่ ะอธิบำย: เขำเพียง
บันทึกลงไปในฐำนะทีเ่ ป็ นขูอเท็จจริงเท่ำนัน

ปฏิบัติกำรของ normal science ขึน
้ อย่้กับควำมสำมำรถ, ไดูมำจำกแบบ
อย่ำงต่ำงๆ, ทีไ่ ดูรวมกลุ่มวัตถุปัจจัยทัง้ หลำยและสถำนกำรณ์มำส่้ชุดของ
ควำมคลูำยคลึงกัน ซึง่ เป็ นเรือ
่ งทีม
่ ีลักษณะดึกดำำบรรพ์ในควำมรู้สึกทีว
่ ่ำ
กำรรวมกลุ่มนัน
้ ถ้กกระทำำขึน
้ โดยปรำศจำกคำำตอบต่อคำำถำมดังกล่ำว
คือ "ควำมคลูำยคลึงกับแง่มุมหรือประเด็นอะไร ?" 000000000
[หมำยเหตุ] สำำหรับกำรสนทนำมำกกว่ำนีเ้ กีย
่ วกับควำมยุ่งยำกดังกล่ำว
แต่เป็ นประเด็นสำำคัญ ใหูด้งำนของ Kuhn (1970) ในเรือ
่ ง The Structure
of Scientific Revolution ในบทที ่ 5. และเรือ
่ ง T.S.Kuhn and Social
Science ของ Barnes, B. 1982

ความไว้วางใจต่อกระบวนทัศน์ของนักวิทยาศาสตร์

โดยไม่ต้องกล่าว, คำาอธิบายของ normal science เท่าที่เป็ นมาได้นำาเสนอ สิ่งซึ่งยังไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น และ


ได้ก่อให้เกิดคำาถามหรือข้อสงสัยต่างๆต่อมามากมาย. โดยเฉพาะอย่างยิง่ พวกเราต้องการรู้ว่า นั กวิทยาศาสตร์ท้ ัง
หลาย ได้มอบความไว้วางใจต่อกระบวนทัศน์ต่างๆของพวกเขากันอย่างไร ? และการมอบความไว้วางใจนั้ นได้รบ

การธำารงรักษาเอาไว้อย่างไร

สิ่งสำาคัญคือว่า บรรดานั กวิทยาศาสตร์เป็ นผู้ทม


ี่ ีส่วนร่วมในจารีตประเพณี อันหนึ่ งของการวิจัย และการวิจัยเป็ น
กิจกรรมทีม
่ ีคุณลักษณะโดยเฉพาะของวัฒนธรรมรองที่นำาพาขนบประเพณี . กระบวนทัศน์ต่างๆจึงปรากฏออกมาใน
ฐานะทีเ่ ป็ นความร้ท
ู ี่มีอยู่แต่แรกของนั กวิทยาศาสตร์ท้ ังหลาย: พวกมันถูกยอมรับจากบรรพบุรุษในฐานะที่เป็ นพื้ น
ฐานสำาหรับการวิจัย , การพัฒนา และการวางแผนอย่างประณี ตในแนวทางของการวิจัยอันนั้ น, และดำาเนิ นไปใน
พัฒนาการของตัวมันและรูปแบบต่างๆที่ซับซ้อน ในฐานะที่เป็ นความรู้ซึ่งได้รบ
ั การยอมรับของคนรุ่นต่อมา

Midnight University / scientific article

ในคำำอธิบำยนี ้, กระบวนทัศน์ต่ำงๆซึง่ เป็ นแกนกลำงทำงวัฒนธรรมของ


วิทยำศำสตร์ จึงถ้กส่งผ่ำนและไดูรับกำรคำำ
้ จุนเท่ำๆกันกับวัฒนธรรม
ทัว
่ ๆไป บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยยอมรับมันและมอบควำมไวู
วำงใจใหูกับมันในฐำนะทีเ่ ป็ นผลลัพธ์ของกำรฝึ กฝนและกำรทำำใหูเป็ น
สังคม และควำมไวูวำงใจดังกล่ำวไดูรับกำรธำำรงรักษำเอำไวูโดยระบบ
ของกำรพัฒนำอันหนึง่ เกีย
่ วกับกำรควบคุมทำงสังคม

หลำยต่อหลำยปี ทีย
่ ำวนำน ในกำรทีเ่ รำไดูเขูำไปเกีย
่ วพันกับกำรศึกษำ
ทำงดูำนวิทยำศำสตร์ มันไดูถ้กทำำใหูเป็ นเรือ
่ งของควำมเชีย
่ วชำญ โดย
สำระสำำคัญแลูว ช่วงเวลำดังกล่ำวหำกเรำยังจำำกันไดู พวกเรำถ้กทำำใหู
เหมือนกับเป็ นเด็กฝึ กงำนหรือผู้ทีจ
่ ะตูองเรียนรู้. ในช่วงนัน
้ อำำนำจอัน
ใหญ่โตและมีพลังของคร้และตำำรำ, ซึง่ ไดูรับกำรหนุนหลังโดยกำรสำธิต
ต่ำงๆในหูองทดลองอย่ำงระมัดระวัง ไดูถ้กออกแบบขึน
้ มำเพือ

ประสิทธิภำพของกำรเรียนกำรสอน อันนีไ้ ม่เพียงสนับสนุนใหูไดูมำซึง่
ขบวนกำรอันเป็ นยอมรับกันและกำรตีควำมต่ำงๆทีแ
่ พร่หลำยเท่ำนัน
้ แต่
ยังเรียกรูองใหูมีกำรเอำใจใส่อย่ำงใจจดใจจ่อกับคุณสมบัติเฉพำะของมัน
ดูวย

แน่นอน, Kuhn ทรำบเป็ นอย่ำงดีว่ำ คำำอธิบำยอันนีเ้ กีย


่ วกับกำรฝึ กฝน
ทำงดูำนวิทยำศำสตร์ไดูปะทะกันอย่ำงรุนแรงกับปั ญญำหรือควำมฉลำด
รอบคอบทีไ่ ดูรับกำรยอมรับ แต่แทนทีจ
่ ะคูนหำกำรประนีประนอมหรือ
ควำมปรองดองตำมทีค
่ วรจะเป็ น เขำเลือกทีจ
่ ะเนูนและเติมควำมเขูมขูน
ใหูกับจุดสำำคัญของกำรไม่เห็นพูองตูองกันอันนี ้

เป็ นทีช
่ ัดเจน เขำไดูลูมเลิกจำกกำรวิเครำะห์อันจืดชืดของเขำ ดูวยกำร
อูำงอิงถึงกำรเขูำยึดครองของ"ระเบียบวิธีทำงวิทยำศำสตร์"(scientific
method)ทัว
่ ๆไปอันหนึง่ , หรืออูำงถึงกำรบ่มเพำะเกีย
่ วกับพลังอำำนำจ
ทัว
่ ไปของเหตุผล. และเขำไม่เคยยอมรับว่ำ ควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์ไดู
ถ้กสอนอย่ำงลังเลและอย่ำงมีเงือ
่ นไข, หรือเหลือช่องทำงใหูกับควำม
สงสัย รวมทัง้ กำรเปิ ดใจ. สิง่ เหล่ำนีไ้ ม่เคยไดูรับกำรบ่มเพำะขึน
้ อย่ำง
จริงจังโดยคร้บำอำจำรย์ทัง้ หลำยเลย หรือดูวยควำมตัง้ ใจทีจ
่ ะทำำใหูเกิด
ควำมมัน
่ ใจว่ำ นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยควรจะตูองยืดหยุ่น และสำมำรถ
ทีจ
่ ะเปิ ดรับประสบกำรณ์ใหม่ๆไดูอย่ำงเต็มที ่

เขำอูำงว่ำ กำรฝึ กฝนนัน


้ ปกติแลูว มีลักษณะเป็ นอำำนำจเบ็ดเสร็จและ
ลักษณะดือ
้ รัน
้ ดันทุรังแบบไม่มีขูอพิส้จน์, แน่นอน เพือ
่ ทีจ
่ ะสรูำงควำมไวู
วำงใจในระดับส้งสุดต่อกระบวนทัศน์ต่ำงๆ และควำมโนูมเอียงทีเ่ ป็ นไป
ไดูนูอยทีส
่ ุดทีจ
่ ะคิดหรือกระทำำอะไรทีน
่ อกเหนือไปจำกมัน "แมูกระทัง่
กำรตรวจสอบอย่ำงคร่ำวๆเกีย
่ วกับหนูำทีห
่ รืองำนของคร้สอน
วิทยำศำสตร์", เขำไดูบอกกับเรำดูวยขูอสังเกตุอันดังกระฉ่อนมำกของ
เขำทีว
่ ่ำ ...

"มันเป็ นไปไดูมำกทีเดียวทีก
่ ำรเรียนกำรสอนทำงดูำนวิทยำศำสตร์ จะ
เหนีย
่ วนำำควำมเขูมงวดเขูำมำในสำขำวิชำ มำกกว่ำกำรศึกษำในขอบเขต
ควำมรู้หรือสำขำวิชำอืน
่ ๆ, เวูนแต่ว่ำบำงทีทีเ่ ป็ นไปไดู, อำจจะนูอยกว่ำ
วิชำเทววิทยำทีเ่ ป็ นระบบอย่้บูำงเล็กนูอยเท่ำนัน
้ (Thomas Kuhn ใน The
Function of Dogma in Scientific Research, in Scientific Change, ed.
A.C. Crombie (London) 1963, หนูำ 350)

ดูวยเหตุนี ้ Kuhn จึงอธิบำยถึงควำมมัน


่ คงและกำรมอบควำมไวูวำงใจต่อ
วิทยำศำสตร์ในเชิงสังคมวิทยำ ในเทอมของประสบกำรณ์เกีย
่ วกับลัทธิ
กลไกอันทรงพลังอำำนำจ ทีไ่ ดูทำำใหูเป็ นสังคมและกำรควบคุมทำงสังคม.
โดยเหตุนัน
้ ในควำมเกีย
่ วขูองกับปั ญหำดังกล่ำว เขำจึงทำำอีกอย่ำงหนึง่ ที ่
แหลมคมยิง่ กว่ำ

อันทีจ
่ ริงเขำไดูตัง้ คำำถำมว่ำ "ถูำกระบวนทัศน์เป็ นวัฒนธรรมทีไ่ ดูรับกำร
สืบทอดมำของวิทยำศำสตร์ และเป็ นทีน
่ ่ำประทับใจ อีกทัง้ ยังก่อใหูเกิด
กำรปฏิบัติกำรไปตำมนัน
้ , แลูวทำำไมพวกมันจึงถ้กแทนทีแ
่ ละถ้กทิง้ ไปใน
บำงครัง้ บำงครำวไดูอย่ำงไร ? ยกตัวอย่ำงเช่น ทำำไมดำรำศำสตร์แบบ
Ptolemaic จึงถ้กแทนทีโ่ ดยระบบของ Copernicus, หรือกลศำสตร์ของ
Newton ในทูำยทีส
่ ุดจึงหลีกทำงใหูกับกลศำสตร์ของ Einstein และ
Heisenberg อันนีม
้ ันเป็ นไปไดูอย่ำงไร ? กำรปฏิวต
ั ิวิทยำศำสตร์ต่ำงๆจะ
ถ้กทำำควำมเขูำใจและอธิบำยไดูอย่ำงไร ?

Kuhn ไดูใหูคำำอธิบำยทีน
่ ่ำสนใจอย่ำงมำก เกีย
่ วกับกำรเปลีย
่ นแปลงไป
อย่ำงถึงรำกเหล่ำนีข
้ องปฏิบัติกำรทำงวิทยำศำสตร์ ว่ำเกิดขึน
้ ไดูอย่ำงไร.
อีกครัง้ ทีเ่ ขำไดูหันไปส่้ควำมชำำนำญและควำมคูุนเคยของเขำเกีย
่ วกับฉำก
ประวัติศำสตร์โดยเฉพำะ.

เขำเริม
่ ตูนดูวยขูออูำงทีว
่ ่ำ กลุ่มของนักวิยำศำสตร์ทีผ
่ ้กพันอย่้ใน normal
science คือนักคูนควูำทีอ
่ ่อนไหวมำกต่อควำมผิดปกติเพียงเล็กนูอย.
แน่นอน เพรำะกลุ่มนักวิทยำศำสตร์ดังกล่ำวไดูมอบควำมไวูวำงใจอย่ำง
มำกต่อกระบวนทัศน์ดังกล่ำวนัน
่ เอง และมีควำมเชือ
่ มัน
่ เกีย
่ วกับควำมถ้ก
ตูองของมันมำก ผลลัพธ์ใดๆก็ตำมและกำรสังเกตุกำรณ์ทัง้ หลำย ซึง่ ต่อ
ตูำนหรือขัดกับกระบวนกำรขัน
้ ตอนของมัน จะกลำยเป็ นสิง่ ทีน
่ ่ำสนใจ
เป็ นพิเศษและมีควำมสำำคัญขึน
้ มำ

ส่วนใหญ่ของผลลัพธ์ต่ำงๆทีผ
่ ิดปกติเหล่ำนี ้ อันทีจ
่ ริง ไดูรับกำรอธิบำย
อย่ำงน่ำพอใจในฐำนะทีเ่ ป็ นกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ทีเ่ ป็ นปกติ นัน

คือ พวกเขำอำจไม่รู้สึกฉงนสนเท่ห์ ในฐำนะทีก
่ ระบวนทัศน์ต่ำงๆทีไ่ ดูถ้ก
วำงแผนเอำไวูอย่ำงละเอียดและประณีต และไดูใหูกำรตีควำมต่ำงๆออก
มำในเชิงพัฒนำ

พวกเขำอำจพิส้จน์ว่ำมันเป็ นปรำกฎกำรณ์ต่ำงๆทีเ่ ป็ นปกติในสภำวะ


แวดลูอมต่ำงๆทีไ่ ม่เป็ นปกติ หรือพวกเขำอำจแสดงผลมันออกมำเป็ นสิง่
ปลอมปนอย่ำงง่ำยๆ แต่สิง่ ทีเ่ หลือรอดต่อมำของควำมผิดปกติอันนี ้
อย่ำงไรก็ตำม อำจยืนหยัดและสะสมพอกพ้นขึน
้ ไปเรือ
่ ยๆ. สิง่ ทีต
่ กคูำง
อันนัน
้ , มันเจริญขึน
้ และใหญ่ขึน
้ ๆขูำมกำลเวลำ และเติบโตขึน
้ อย่ำงน่ำ
กลัว ดังทีม
่ ันไดูมำคัดคูำนควำมพยำยำม หลังจำกทีไ่ ดูพยำยำมจะด้ดซับ
มันแลูว และในทูำยทีส
่ ุด อำจกระตูุนควำมสงสัยของพวกเขำว่ำ มันมี
บำงสิง่ บำงอย่ำงผิดพลำดเกีย
่ วกับกระบวนทัศน์ทีย
่ อมรับกันทัว
่ ไป และ
เริม
่ ตระหนักถึง"ควำมตำย"หรือ"กำรสิน
้ สุดลง"ของกระบวนทัศน์ว่ำ มันไดู
มำถึงแลูว

กระบวนทัศน์ ไม่เคยถ้กทอดทิง้ เลยในช่วงเวลำนัน


้ เพรำะกำรทอดทิง้
กระบวนทัศน์จะเท่ำกับเป็ นกำรละทิง้ กำรวิจัย เป็ นกำรสลัดละทิง้ เรือ
่ ง
ของเหตุผลและขูอพิส้จน์ของชุมชนวิทยำศำสตร์. แน่นอนทีเดียว ชุมชน
ดังกล่ำวจะกลำยเป็ นชุมชนทีเ่ ป็ นกำรคำดเดำมำกขึน
้ และผันแปรแตกต่ำง
กันไปมำกมำยในกำรวิจัยของพวกเขำ. พวกเขำอดทนมำกขึน
้ เกีย
่ วกับ
ควำมผิดปกติ และขูอเสนอต่ำงๆทีข
่ ำดกำรเชือ
่ มต่อกับขนบประเพณี

แต่ในทูำยทีส
่ ุด อย่ำงไม่อำจหลีกเลีย
่ งไดู เมือ
่ ควำมตำยหรือกำรสิน
้ สุด
ของกระบวนทัศน์หนึง่ เกิดขึน
้ มำ พวกเขำก็จะแสวงหำกระบวนทัศน์อัน
ใหม่อีกอันหนึง่ มันเป็ นสัมฤทธิผลใหม่ทำงวิทยำศำสตร์อีกอย่ำง ซึง่
สำมำรถทีจ
่ ะยอมรับไดูเขูำมำ. เมือ
่ เป็ นเช่นนัน
้ เนือ
้ แทูทีม
่ ีปัญหำเกีย
่ วกับ
ควำมวิปริตผิดปกติทีพ
่ อกพ้นสะสมขึน
้ มำนับแต่บรรพบุรุษ ก็จะยุติลงไดู
และกระบวนทัศน์ใหม่ก็จะเขูำมำเป็ นแบบจำำลองทีเ่ ป็ นร้ปธรรมอันหนึง่
สำำหรับงำนในอนำคต

โดยกำรมำถึงของทำงเลือกใหม่อันนี ้ ควำมไวูวำงใจจะกลำยมำเป็ นเสูน


ทำงเดียวกันอีกครัง้ , ปฏิบัติกำรทีก
่ ระทำำอย่ำงละเอียดของกำรวิจัยจะ
เคลือ
่ นคลูอยไปตำมหนทำงดังกล่ำว. Normal science (อันใหม่)จะถ้ก
ฟื้ นฟ้และสรูำงขึน
้ ใหม่รำยรอบแบบจำำลองล่ำสุดอีกอันหนึง่ และกลำย
เป็ นกระบวนทัศน์ดังก่อน, ในทูำยทีส
่ ุดมันก็จะไม่ตูองถ้กปฏิเสธ หรือตูอง
ยุติลง

มันมีแง่มุมทีม
่ ีนัยสำำคัญต่ำงๆมำกมำยต่อเรือ
่ งรำวเกีย
่ วกับกำรปฏิวัติ
วิทยำศำสตร์อันนี ้ แต่สิง่ ทีส
่ ำำคัญก็คือ กำรไม่มีกำรอูำงเหตุผลในเชิง
ตรรกใดๆสำำหรับกำรเปลีย
่ นผ่ำน. Kuhn ยืนยันว่ำ กำรเปลีย
่ นแปลงของ
กระบวนทัศน์ จะเขูำใจไดูในเทอมต่ำงๆเกีย
่ วกับจิตวิทยำสังคมของกลุ่ม
กูอนทำงวิทยำศำสตร์, ไม่ใช่ในเทอมของขูอพิจำรณำต่ำงๆในเชิงตรรกะ
อันบริสุทธิ ์

ในกำรเปลีย
่ นแปลงหรือกำรยูำยกระบวนทัศน์นัน
้ ในส่วนของกระบวน
ทัศน์เองก็มีกำรแข่งขันกันดูวย ตัวกระบวนทัศน์เองไม่ใช่เรือ
่ งของควำม
บริสุทธิห
์ รือเป็ นเรือ
่ งเหตุผลลูวนๆ อันทีจ
่ ริงแลูว มันเป็ นเรือ
่ งทีม
่ ีอคติปน
อย่้ดูวย และแมูกระทัง่ เป็ นเรือ
่ งของควำมบังเอิญในสภำพแวดลูอม
ทีท
่ ำำกำรทดสอบ ดังนัน
้ มันจึงไม่ใช่เรือ
่ งของตรรกะอันบริสุทธิ ์

สำำหรับขูออูำงซึง่ Kuhn หวังจะพิส้จน์หรือยืนยัน โดยกำรอูำงอิงเกีย


่ วกับ
ตัวอย่ำงต่ำงๆในประวัติศำสตร์ แต่มันก็ไม่ไดูโอบเอำทุกสิง่ ทุกอย่ำงทีเ่ ขำ
ตูองกำรพ้ดเอำไวู. Kuhn ตูองกำรทีจ
่ ะยืนยันว่ำ มันใช่แค่ทำงเลือก
ระหว่ำงกระบวนทัศน์ทีแ
่ ข่งขันกันเท่ำนัน
้ และมันไม่ไดูถ้กกำำหนดหรือ
ตัดสินโดยขูอพิจำรณำทำงตรรกอันบริสุทธิ ์ เท่ำๆกับทีต
่ รรกะไม่สำมำรถ
ทีจ
่ ะบีบบังคับกำรยอมรับเกีย
่ วกับกระบวนทัศน์อันใดอันหนึง่ ไดู

เขำตูองกำรทีจ
่ ะถกว่ำ... ดังนัน
้ ตรรกะจึงไม่อำจไปบังคับผลักดันกำร
แทนทีใ่ ดๆไดู. ในประเด็นนี ้, เขำไปเกีย
่ วพันอย่้กับกำรสลัดทิง้ อำณำเขต
ของประวัติศำสตร์และเอำตัวเองเขูำไปพัวพันงกับขูอถกเถียงต่ำงๆทีเ่ ป็ น
นำมธรรมมำกขึน

ลักษณะทีส
่ ําคัญสองประการของ normal science

Kuhn ไดูเนูนประเด็นทีส
่ ำำคัญทัว
่ ๆไปสองประกำรเกีย
่ วกับ normal
science ในฐำนะทีเ่ ป็ นกิจกรรมอันหนึง่ .

ประการแรก ร้ปแบบใดก็ตำมของ normal science ทีเ่ ป็ นกำรวิจัยเขูำไป


ในคุณลักษณ์โดยเฉพำะต่ำงๆของโลกทีเ่ รำรู้อย่ำงไม่สมบ้รณ์ มันจะไปขุด
หรือเปิ ดใหูเห็นถึงปรำกฎกำรณ์ต่ำงๆทีพ
่ อจะอธิบำยไดู และ
ปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆทีไ่ ม่อำจอธิบำยไดูมำกนัก และเรือ
่ งนีเ้ ป็ นสิง่ ซึง่ ไม่อำจ
หลีกเลีย
่ งไดู

มันแทบจะไม่สำมำรถไดูรับกำรพิจำรณำในตัวมันเองอย่ำงน่ำพอใจ และ
ปรำกฎกำรณ์ทีไ่ ม่อำจอธิบำยไดูเท่ำทีเ่ ป็ นมำในจำรีตประเพณีของ
normal science ต่ำงก็เป็ นควำมผิดปกติทีเ่ ด่นชัดของมัน

ตลอดเวลำทีผ
่ ่ำนมำ ไม่มีทฤษฎีทำงวิทยำศำสตร์ใดๆเคยเผชิญหนูำกับ
ตัวอย่ำงในทำงตรงขูำมของมัน. ดูวยเหตุนี ้ normal research ใดก็ตำม,
ทีว
่ ำงพืน
้ ฐำนอย่้บนกระบวนทัศน์ใดก็แลูวแต่ ทีเ่ ป็ นควำมเห็นสอดคลูอง
กันอย่ำงสมบ้รณ์กับสิง่ ทีถ
่ ้กรู้เกีย
่ วกับโลกทีเ่ ป็ นจริง ขูอม้ลดังกล่ำวมักจะ
สำมำรถถ้กอธิบำยในหนทำงหนึง่ ซึง่ ทำำใหูมันเขูำกันไดูกับกำรตัง้
สมมุติฐำนเอำไวูก่อนนัน
้ เสมอ ของขนบจำรีตของงำนวิจัย

ประการทีส
่ อง Kuhn นัน
้ ค่อนขูำงทีจ
่ ะรุนแรงมำก เขำชีว้ ่ำ ตำมขูอเท็จ
จริง มันเป็ นสิง่ ทีย
่ ุ่งยำกทีจ
่ ะทำำกำรแบ่งแยกกันอย่ำงเด็ดขำดระหว่ำง
"กิจกรรมของกำรวิจัย" กับ "ขูอม้ลทีเ่ ป็ นอิสระ" ซึง่ ยืนยันตำมขูอ
สันนิษฐำน หรือคัดคูำนต่อขูอสันนิษฐำนอันนัน
้ อันก่อใหูเกิดขูอสงสัยใน
สมมุติฐำนต่ำงๆทีม
่ ีมำก่อนของมัน
ขูอม้ลคือผลผลิตต่ำงๆของกิจกรรม สิง่ ประดิษฐ์ต่ำงๆของวัฒนธรรม
วิทยำศำสตร์ และสมมุติฐำนทีต
่ ัง้ เอำไวูล่วงหนูำของวัฒนธรรมอันนัน

ต่ำงก็เกีย
่ วพันอย่้กับผลผลิตของมันอย่ำงกระตือรือรูน

กระบวนทัศน์ ทีเ่ ป็ นหัวใจของ normal science โดยทัว


่ ไปแลูว ไดูถ้ก
ยืนยันรับรอง และมักจะเชือ
่ กันว่ำมันเป็ นไปอย่ำงถ้กตูองเสมอ. กำรไดูรับ
กำรยืนยันหรือรับรอง โดยกำรปฏิบัติ ซึง่ ทึกทักว่ำเป็ นควำมถ้กตูองของ
มัน อันทีจ
่ ริงมันไดูนูอมนำำไปส่้กำรเป็ นสิง่ ทีเ่ รียกว่ำ dogma (ควำมจริงที ่
ไม่ตูองพิส้จน์เช่นเดียวกับศำสนำ) แต่ Normal Science ในขอบเขตที ่
กวูำงขวำง จริงๆแลูว มันจะตูองมีเหตุผลในตัวของมันเอง หรือเชือ
่ ถือไดู
นัน
่ คือ มันไดูสรูำงโลกใบหนึง่ ขึน
้ มำซึง่ มันเป็ นจริง

ดูวยเหตุนี ้ จึงไม่ใช่อะไรง่ำยๆทีป
่ ระสบกำรณ์จะสำมำรถไดูรับกำรสรูำง
ขึน
้ มำ โดยปรำศจำกควำมยุ่งยำกทำงตรรกะ ดังทีล
่ งรอยกันกับ
สมมุติฐำนล่วงหนูำและกำรปฏิบัติกำรต่ำงๆของ Normal science
(หมำยเหตุ : ดังทีเ่ คยกล่ำวไวูแลูวก่อนหนูำ "ควำมไม่สำำเร็จผลของ
กระบวนทัศน์ เพียงบ่งชีถ
้ ึง กำรไรูควำมสำมำรถของนักวิทยำศำสตร์
เท่ำนัน
้ , หรือควำมไม่เพียงพอต่ำงๆเกีย
่ วกับเครือ
่ งมือ, หรือสิง่ ทีย
่ ังหลง
เหลืออย่้ของตูนตอทีย
่ ังไม่รู้บำงประกำร ซึง่ ไดูมำมำรบกวนเงือ
่ นไขต่ำงๆ
ของกำรสังเกตกำรณ์หรือกำรทดลอง")

ในทูำยทีส
่ ุด Kuhn ไดูเสนอขูอถกเถียงทีก
่ องอย่้ในสำำนวนภำษำทำง
ปรัชญำอย่ำงชัดเจน. แทนทีจ
่ ะวิเครำะห์กำรปฏิวัติวิทยำศำสตร์ในฐำนะที ่
เป็ นกำรเปลีย
่ นผ่ำนจำกแบบจำำลองอันหนึง่ ของกำรกระทำำไปส่้แบบ
จำำลองอีกอันหนึง่ เขำไดูปฏิบัติกับมันในฐำนะทีเ่ ป็ นกำรโยกยูำยจำก
ทฤษฎีทำงวิทยำศำสตร์อันหนึง่ ไปยังอีกอันหนึง่ . และไดูพิจำรณำทฤษฎี
ต่ำงๆอย่ำงเป็ นทำงกำร ในฐำนะระบบของถูอยแถลงต่ำงๆ เท่ำๆกับทีบ
่ ร
รดำนักญำนวิทยำแบบเหตุผลนิยมส่วนใหญ่ทำำกันอย่ำงแพร่หลำย

โดยกำรยอมรับนี ้ Kuhn ดำำเนินกำรต่อไปเพือ


่ แสดงใหูเห็นว่ำ กำร
ประเมินคุณค่ำในเชิงเปรียบเทียบเกีย
่ วกับทฤษฎีต่ำงๆทีแ
่ ข่งขันกัน ยังคง
เป็ นปั ญหำทีย
่ ำกจะควบคุมไดู. ทัง้ นีเ้ พรำะ ไม่มีมำตรวัดร่วมกันสำำหรับ
คุณควำมดีของทฤษฎีต่ำงๆทีแ
่ ข่งขันกันเหล่ำนี ้, ไม่มีพืน
้ ฐำนทีช
่ ัดเจนและ
รำกฐำนทีไ่ ม่อำจปฏิเสธไดู ซึง่ จะมำทำำใหูเกิดทำงเลือกทีม
่ ีเหตุมีผลอัน
หนึง่ ขึน
้ มำในระหว่ำงพวกมัน

ควำมสำำเร็จในกำรแกูไขปั ญหำจึงทำำไม่ไดู เพรำะนับแต่ทีม


่ นุษย์ทีม
่ ี
เหตุผลสำมำรถจะแตกต่ำงกันไดูในสิง่ ทีถ
่ ือว่ำเป็ นปั ญหำหนึง่ . ควำม
สำำเร็จในกำรอธิบำยเชิงทฤษฎีจึงทำำไม่ไดู เมือ
่ มนุษย์มักจะไม่เห็นพูอง
ตูองกัน. อันนีค
้ ือสิง่ ทีเ่ กิดขึน
้ ภำยในวิทยำศำสตร์ เช่นเดียวกันกับศำสตร์
สำขำวิชำอืน
่ ๆ...

ควำมแตกต่ำงของมนุษย์จึงเป็ นทีม
่ ำของควำมไม่เห็นพูองตูองกัน ดังนัน

กำรคัดคูำนต่อคำำโตูแยูงจึงทำำไม่ไดูและยังมีประเด็นต่อมำคือ มนุษย์ทีม
่ ี
เหตุผล ต่ำงไม่เห็นพูองตูองกันในควำมสำำคัญเชิงเปรียบเทียบเกีย
่ วกับ
ควำมสำำเร็จในกำรแกูปัญหำ, ควำมสำำเร็จในกำรอธิบำย. ดูวยเหตุนี ้ ขูอ
สรุปทีไ่ ม่อำจโตูเถียงไดู จึงไม่ใช่ทฤษฎีต่ำงๆทำงวิทยำศำสตร์

นอกจำกนี ้ ควำมสำำเร็จเป็ นสิง่ ซึง่ ไม่สำมำรถทีจ


่ ะไดูรับกำรนำำไปเปรียบ
เทียบและเรียงลำำดับไดู ทัง้ นีเ้ พรำะมันไม่มีสเกลตำมธรรมชำติสำำหรับ
กำรเรียงลำำดับนัน
่ เอง มันไม่มีมำตรวัดร่วมกันซึง่ มนุษย์ทีม
่ ีเหตุผลทุกคน
เห็นพูองกันทีจ
่ ะใชูและมีควำมเห็นลงรอยกันว่ำจะใชูมันอย่ำงไร ? อันนี ้
เป็ นขูอเสนอหรือกำรวินิจฉัยอันโด่งดังของ Kuhn เกีย
่ วกับกำรไม่สำมำรถ
ทีจ
่ ะนำำมำวัดหรือเปรียบเทียบกันไดู เกีย
่ วกับทฤษฎีต่ำงๆทำง
วิทยำศำสตร์ (incommensurability of scientific theories)

ดังทีเ่ ขำชีแ
้ จงกับตัวเอง มันเป็ นขูอสรุปอันหนึง่ ซึง่ ทำำใหูเกิดควำมยุ่งยำก
ขึน
้ มำทีจ
่ ะจัดหำคำำอธิบำยทีน
่ ่ำพึงใจในเชิงตรรกเกีย
่ วกับควำมกูำวหนูำ
ทำงวิทยำศำสตร์ หรือเกีย
่ วกับควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรปฏิวัติใน
ปริมณฑลทำง"วิทยำศำสตร์" กับ ปริมณฑลทำง"กำรเมือง"

กำรปฏิวัติทำงวิทยำศำสตร์ไม่สำมำรถทีจ
่ ะเกิดขึน
้ โดยกำรเปลีย
่ นผ่ำน
จำกทฤษฎีหนึง่ ไปยังอีกทฤษฎีหนึง่ ทีเ่ หนือกว่ำ. อันนี ้ คลูำยกับทำงเลือก
ระหว่ำงสถำบันต่ำงๆทำงกำรเมืองทีแ
่ ข่งขันกัน หรือระหว่ำงกระบวน
ทัศน์ทีแ
่ ข่งขันกัน ซึง่ ไดูพิส้จน์ว่ำเป็ นทำงเลือกหนึง่ ระหว่ำง แบบหรือวิธี
กำรทีต
่ รงขูำมกันของชีวิตชุมชน (kuhn 1970: 94)

เป็ นทีช
่ ัดเจนในปั จจุบันทีผ
่ ลงำนของ Kuhn ไดูไปขุดเซำะอย่ำงไม่
ประนีประนอมและอย่ำงกวูำงขวำงต่อคำำอธิบำยในลัทธิเหตุผลของ
วิทยำศำสตร์. มันเป็ นกำรบอกปั ดอำำนำจเกีย
่ วกับเหตุผลของปั จเจกทีเ่ ป็ น
อิสระ; กล่ำวคือ มันปฏิเสธคำำอธิบำยในลักษณะส่วนตัวของกำรวิจัย
และไม่ยอมรับว่ำ กำรเปลีย
่ นแปลงทำงวิทยำศำสตร์เป็ นควำมกูำวหนูำที ่
วิวัฒนำกำรขึน
้ มำอย่ำงค่อยเป็ นค่อยไป

ในกำรใหูกำรยอมรับทัว
่ ๆไปเกีย
่ วกับแบบจำำลองหรือวิธีกำรทำงควำมคิด
ในลัทธิเหตุผลแบบเสรีภำยในสังคมเรำ เรำไม่ไดูรู้สึกประหลำดใจแต่
อย่ำงใดเลยต่องำนของ Kuhn ทีไ่ ดูรับกำรตีควำมในบำงครัง้ ครำว ใน
ฐำนะทีเ่ ป็ นกำรโตูเถียงทีค
่ ัดคูำนต่อตูำนวิทยำศำสตร์ และนัน
่ มันไดูทำำใหู
เขำบรรลุถึงควำมโด่งดังและควำมมีชือ
่ เสียงขึน
้ มำท่ำมกลำงนักวิจำรณ์ที ่
รุนแรงทัง้ หลำยทำงวิทยำศำสตร์ เมือ
่ คำำวิจำรณ์ของเขำไดูปรำกฏตัวขึน

มำเป็ นครัง้ แรกในช่วงทศวรรษที ่ 1960s
แน่นอน ในขูอเท็จจริง Kuhn เพียงสำำรวจตรวจตรำสิง่ ทีเ่ ขำถือว่ำเป็ น
ควำมสำำเร็จในทำงสติปัญญำทีเ่ ยีย
่ มยอดทีส
่ ุดของมนุษย์เท่ำนัน
้ . มันไกล
ห่ำงจำกกำรโจมตีวิทยำศำสตร์สำำหรับควำมลูมเหลวของมัน เพือ
่ เผชิญ
กับมำตรฐำนของลัทธิเหตุผลนิยม เขำไดูทำำลำยควำมเชือ
่ ถือหรือควำม
เลือ
่ มใสต่อมำยำคติของลัทธิเหตุผลนิยมโดยกำรเผยใหูเห็นควำมไม่
สอดคลูองกันของมันกับวิทยำศำสตร์: นัน
่ คือ วิทยำศำสตร์ ตัวของมัน
เองนัน
้ ยังคงรักษำฐำนหรือเสำหลักของมันเอำไวูอย่ำงมัน
่ คง

ความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมของ Kuhn

ไดูเกิดขูอสงสัยขึน
้ มำว่ำ Kuhn อำจเขูำใจผิด เพรำะจุดยืนทัว
่ ๆไปซึง่ เขำ
เขียนขึน
้ มำนัน
้ เป็ นสิง่ ทีไ่ ม่คูุนเคยกับเรำ แง่มุมต่ำงๆมำกมำยเกีย
่ วกับวิธี
กำรศึกษำของ Kuhn มีลักษณะไม่น่ำดมหรือน่ำสัมผัส เพรำะมันมี
ลักษณะของควำมคิดอนุรักษ์นิยม กล่ำวคือ พวกมันนำำเสนอถึงควำม
เชือ
่ มโยงกันอันหนึง่ กับขนบธรรมเนียมอันยำวนำนของลักษณะทีเ่ ป็ นองค์
รวม ลัทธิอนุรักษ์นิยมแบบหยัง่ รู้หรือสหัชญำน(intuitive conservatism)
ซึง่ ตัวมันไดูดำำเนินรอยตำมวิธีกำรในศตวรรษที ่ 19 อย่ำงดีเยีย
่ ม

แต่สิง่ นีไ้ ดูถ้กนำำมำใชูในศตวรรษนีโ้ ดยบรรดำนักเขียน อย่ำงเช่น Michael


Oakeshott หรือ หำกระบุลงไปชัดๆคือ ในบริบททำงวิทยำศำสตร์ของ
Michael Polanyi ทีซ
่ ึง่ มำยำคติของ"ลัทธิเหตุผลนิยม"ไดูพ้ดถึงเหตุผลและ
ปั จเจกบุคคล และมันไดูพ้ดถึงขนบธรรมเนียมและชุมชน ซึง่ ไม่ไดูเป็ นไป
เพือ
่ ขุดเซำะทำำลำยและประณำม แต่เป็ นไปเพือ
่ กำรสนับสนุนและกำร
ยกย่อง

อันทีจ
่ ริง Kuhn ไดูอธิบำยวิทยำศำสตร์ในฐำนะทีเ่ ป็ นประเพณีอันหนึง่
และปฏิบัติกำรของมันเป็ นกิจกรรมในเชิงขนบประเพณีต่ำงๆ. จริงๆแลูว
เขำยืนยันว่ำ ควำมรู้วิทยำศำสตร์จะตูองไดูรับกำรวำงอย่้บนพืน
้ ฐำนของ
หนูำที ่ ทีไ่ ดูสืบทอดมำจำกฉันทำมติหรือควำมเห็นสอดคลูองกันของ
ชุมชน. แต่คำำอธิบำยนีไ้ ม่ไดูถ้กออกแบบขึน
้ มำเพือ
่ แสดงใหูเห็นว่ำ
วิทยำศำสตร์ไดูขำดเสียซึง่ กำรดำำรงอย่้หรือภำวะควำมรู้ทีแ
่ ทูมำกเพียง
ใด. ในทำงตรงขูำม, มันไดูถ้กออกแบบขึน
้ มำเพือ
่ แสดงใหูเห็นว่ำ
วิทยำศำสตร์ไดูบรรลุถึงสถำนะอันนัน
้ อย่ำงไร. หนังสือเรือ
่ ง The
Structure of Scientific Revolutions เป็ นหนังสือทีพ
่ ้ดถึงเรือ
่ งนีโ้ ดยตรง
เลยทีเดียว

ไม่ว่ำเหตุผลขูอพิส้จน์ของ Kuhn เกีย


่ วกับวิทยำศำสตร์จะไดูรับกำรวำง
พืน
้ เอำไวูและสรูำงควำมมัน
่ ใจไดูเป็ นอย่ำงด (ี ในฐำนะทีเ่ ป็ นประเด็นหนึง่
ทีใ่ หญ่มำกและค่อนขูำงมีควำมแน่ชัดทีไ่ ปผ้กมัดกับประเด็นนี ้), แต่
อย่ำงไรก็ตำม สิง่ ทีส
่ ำมำรถนำำมำพ้ดไดูในทีน
่ ีก
้ ็คือ วิธีกำรศึกษำของเขำมี
ควำมเป็ นไปไดูและเขูำใจไดูอย่ำงสมบ้รณ์ อันทีจ
่ ริง คำำอธิบำยของเขำ
ไม่มีสิง่ ใดแตกต่ำงจำก "กำรวิจำรณ์สถำนภำพของควำมรู้วิทยำศำสตร์"

แต่แน่นอน Kuhn เป็ นนักวิจำรณ์คนหนึง่ ของมำตรฐำนแบบลัทธิเหตุผล


นิยมในตัวมันเอง เขำคูนหำเพือ
่ ทีจ
่ ะแสดงใหูเห็นว่ำ ไม่มีใครทีม
่ ีควำมรู้
ตำมคำำเล่ำลือ ซึง่ เป็ นไปไดูทีจ
่ ะไปบรรจบกับมำตรฐำนอันนัน
้ และ
วิวัฒนำกำรต่ำงๆทำงญำนวิทยำ ทีไ่ ดูรับกำรวำงพืน
้ ฐำนอย่้บนขูอ
พิจำรณำดังกล่ำว

เขำเสนอว่ำ กำรเห็นพูองตูองกันของชุมชนทีไ่ ดูรับกำรฝึ กฝนมำอย่ำง


เหมำะสม ตัวมันเอง อำจมำรับใชูในฐำนะทีเ่ ป็ นบรรทัดฐำนอันหนึง่ ของ
สิง่ ทีไ่ ดูรับกำรเรียกขำนว่ำ"ควำมรู้อย่ำงถ้กตูอง". มันคือหลักฐำนหรือ
พยำนอันหนึง่ ของกำรยึดทีม
่ ัน
่ เอำไวูอย่ำงลึกซึง้ เกีย
่ วกับวิธีกำรคิดแบบ
เหตุผลนิยม ซึง่ แง่มุมอันนีเ้ กีย
่ วกับขูอถกเถียงของ Kuhn บ่อยครัง้ ไดูถ้ก
มองขูำมไป หรือไม่ก็เขูำใจกันอย่ำงผิดๆ
ความเชือ
่ ไดูรับการสรูางขึ้นจากขนบธรรมเนียม

Kuhn เสนอว่ำ ระบบของควำมเชือ


่ ต่ำงๆอำจไดูรับกำรสรูำงขึน
้ โดย
คำำนึงถึงขนบธรรมเนียม

ยกตัวอย่ำงเช่น ลองมำพิจำรณำกันถึงควำมเขูำใจกันจนชินชำของเรำ
เกีย
่ วกับ"กำรรับรู้ทำงสำยตำ" กล่ำวคือ กำรรับรู้ทำงสำยตำของเรำนัน

โดยทัว
่ ไป มันไดูรับกำรยอมรับว่ำ "กำรรับรู้ต่ำงๆไดูทำำหนูำทีต
่ ระเตรียม
หรือจัดหำขูอม้ลทีเ่ ชือ
่ ถือไดูเกีย
่ วกับสภำพแวดลูอมทำงกำยภำพ ซึง่
แทูจริงแลูว พวกมันคือตัวแทนของธรรมชำติ"

ปั จจุบัน กำรศึกษำในรำยละเอียดเกีย
่ วกับกำรรับรู้ไดูเผยใหูเห็นถึงกลไก
ในกำรทำำงำนอันหนึง่ ทีป
่ ระณีตซับซูอน เมือ
่ เรำเห็น"แมวตัวหนึง่ นอนอย่้
บนพรม" มันมีอะไรทีม
่ ำกไปกว่ำเรือ
่ งของแมวเฉยๆ. นัน
่ คือ, แสงสว่ำง
จำกแมว และสำำนึกรู้ธรรมดำของเรำเกีย
่ วกับแสงสว่ำง เลนส์แกูวตำทีท
่ ำำ
หนูำทีโ่ ฟกัสแสงดังกล่ำว: มันเป็ นเลนส์ทีม
่ ีกำรเปลีย
่ นร้ปร่ำงไดู ภำยใตู
กำรควบคุมของกลูำมเนือ
้ และควำมสำมำรถเกีย
่ วกับลำำดับกำรณ์อันหนึง่
ของผลของกำรโฟกัสใหูเป็ นไปตำมทีม
่ ันถ้กควบคุม

ยิง่ ไปกว่ำนัน
้ เลนส์ดังกล่ำวยังเป็ นส่วนหนึง่ ของระบบสำยตำ ซึง่ แปร
เปลีย
่ นจำกคนหนึง่ ไปส่้อีกคนหนึง่ ในผลหรืออิทธิพลของมัน. มันเป็ น
ระบบสำยตำทีค
่ วบคุมแสง มิใช่เพียงดูวยม่ำนกระจกสำำหรับกำรมองด้
โดยประสำทตำเท่ำนัน
้ แต่โดยกรวยหรือกระบอกของเรตินำ ทีซ
่ ึง่ แสงไดู
ถ้กแปรเปลีย
่ นไปส่้แรงกระตูุนต่อระบบประสำททีถ
่ ้กส่งผ่ำน หลังจำก
กระบวนกำรอันประณีตซับซูอน ส่้ดูำนหลังของสมอง

ระหว่ำงเลนส์ของดวงตำและดูำนหลังของสมอง บรรดำนักจิตวิทยำและ
นักสรีรวิทยำบอกกับเรำว่ำ ขูอม้ลแรกสุดทีเ่ รำไดูรับ จะทำำหนูำทีด
่ ัด
แปรงและแปรเปลีย
่ นไปอย่ำงสลับซับซูอน; ขูอม้ลเป็ นจำำนวนมำกไดู
ส้ญหำยไปและขูอม้ลเป็ นจำำนวนมำกไดูรับกำรเพิม
่ เติมเขูำมำ มันเป็ นไป
โดยผ่ำนปฏิบัติกำรของทัง้ กระบวนกำรภำยในและกำรเรียนรู้หรือ
กระบวนกำรทีไ่ ดูรับกำรเรียนรู้จำกภำยนอก ทูำยทีส
่ ุด สมองไดูทำำหนูำที ่
ปรับปรุงแกูไขโดยตัวของมันเอง มีกำรกำำหนดเงือ
่ นไขโดยควำมทรงจำำ
และแบบแผนทีร
่ ับมำก่อนหนูำนัน
้ และในทีส
่ ุด เรำก็มองเห็นแมว

ดังนัน
้ เมือ
่ มองไปทีพ
่ ืน
้ พรม, โดยทัว
่ ไป เรำเชือ
่ ว่ำ อันทีจ
่ ริง แมวอย่้ตรง
นัน
้ . เรำคิดว่ำมันมีเหตุผลทีป
่ ั จเจกชนควรจะเชือ
่ ว่ำอย่ำงนัน
้ บนพืน
้ ฐำน
เกีย
่ วกับกำรรับรู้. และเรำคิดว่ำมันสมควรทีจ
่ ะเรียกกำรรับรู้ดังกล่ำวว่ำ
เป็ นพืน
้ ฐำนของ"ควำมเชือ
่ ", ในบำงควำมหมำย มันคือตัวแทนอันหนึง่
ของ"ควำมจริง"(reality)

สำำนึกรู้ของเรำเกีย
่ วกับกลไกอันประณีตซับซูอนของกำรรับรู้นี ้ มันไม่ใช่
เพียงแค่ "แมว" ทีเ่ ป็ นม้ลเหตุกำรรับรู้เกีย
่ วกับแมวตัวนัน
้ , กระนัน
้ ก็ตำม
สิง่ ทีถ
่ ้กรับรู้ก็คือ"แมว"ตัวนัน
้ นัน
่ เอง(ขูอม้ลจำำนวนมำกไดูถ้กตัดทิง้ หรือ
หลงลืมไป). มันไม่ใช่เพียงแมวทีอ
่ ย่้บนพรม ซึง่ ไดูมำปลุกหรือกระตูุน
ควำมเชือ
่ ว่ำมันอย่้บนพรม, กระนัน
้ ก็ตำม นัน
่ คือสิง่ เดียวเพียงลำำพังทีถ
่ ้ก
เชือ
่ และเชือ
่ กันอย่ำงนัน
้ จริงๆ

คำำอธิบำยของ Kuhn เกีย


่ วกับกำรสรูำงหรือกำรผลิตควำมรู้ อำจจะด้
คลูำยคลึงกับคำำอธิบำยของกำรสรูำงควำมเชือ
่ ของปั จเจกชนขึน
้ มำ.
กลไกของร่ำงกำย ดังทีบ
่ รรดำนักจิตวิทยำและนักสรีรวิทยำทัง้ หลำยพ้ด
ถ้กนำำไปพัวพันอย่ำงลึกซึง้ กับสิง่ อืน
่ ๆมำกมำย ในกำรผลิตควำมเชือ

ต่ำงๆขึน
้ มำ ดังนัน
้ ควำมเชือ
่ ต่ำงๆทีไ่ ดูรับกำรสรูำงขึน
้ มันจึงเป็ นเรือ
่ งที ่
ไปเกีย
่ วพันกับธรรมชำติภำยนอกดูวย
"ชุมชน" ดังที ่ Kuhn กล่ำว, ไดูถ้กนำำเขูำไปเกีย
่ วพันอย่ำงลึกลำำ
้ กับ"กำร
ผลิตควำมรู้" กระนัน
้ ก็ตำม ควำมรู้อำจไดูรับกำรกล่ำวว่ำเป็ นควำมรู้ทำง
ธรรมชำติเช่นกัน

มโนคติของเรำเกีย
่ วกับควำมเชือ
่ ทีม
่ ีนำำ
้ หนักหรือมีหลักฐำนอย่ำงดี มัน
ยินยอมใหูกับประสำทสัมผัสอันมำกมำยซึง่ เป็ นควำมนึกคิดหรือสิง่ สรูำง
ของปั จเจกชนคนหนึง่ . ในหนทำงเดียวกัน มโนคติของเรำเกีย
่ วกับควำมรู้
ก็สำมำรถยอมใหูกับประสำทสัมผัสอันมำกมำย ซึง่ มันเป็ นควำมนึกคิด
หรือสิง่ สรูำงของชุมชนหนึง่ . "ควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์, ก็คลูำยๆกับ
ภำษำ, อันเป็ นสมบัติร่วมกันภำยในของกลุ่มคนกลุ่มหนึง่ ..."(Kuhn 1970:
210)

อำจกล่ำวไดูว่ำ โดยเหตุนี ้ ควำมคลูำยคลึงกันดังกล่ำวจึงช่วยใหูควำม


สว่ำงกับวิธีกำรศึกษำของ Kuhn ต่อปั ญหำเกีย
่ วกับควำมรู้ และในเวลำ
เดียวกันมันยังเผยใหูเห็นสิง่ ซึง่ เป็ นควำมผิดพลำดเกีย
่ วกับวิธีกำรศึกษำนัน

ดูวย

ถูำปั จเจกชนครอบครองเครือ
่ งไมูเครือ
่ งมืออันประณีตซับซูอน สำำหรับ
ขูอม้ลในลักษณะทีเ่ ป็ นกระบวนกำรและกำรรับรู้ทีเ่ กิดขึน
้ มำ ถูำเช่นนัน
้ มี
เครือ
่ งมืออะไรทีค
่ วรจะเพิม
่ เขูำมำสำำหรับควำมตูองกำรทีเ่ ป็ นไปไดูดังล่ำว
ไหม ? ทำำไมชุมชนหนึง่ ควรจะกลัน
่ กรองขูอม้ลบำงส่วนออกไปเป็ น
ประจำำ, และยัดเยียดแบบแผนและโครงสรูำงตำมขนบประเพณีของมัน
เองเขูำมำในสิง่ ทีย
่ ังหลงเหลืออย่้ ?

คำำตอบในทีน
่ ีค
้ ือว่ำ ควำมรู้เป็ นสมบัติสำธำรณะ เป็ นสิง่ ซึง่ ครอบครอง
โดยสำธำรณชน และจะตูองมีร้ปแบบทัว
่ ๆไปในลักษณะเดียวกัน สำำหรับ
ผู้ใชูมันทัง้ หมด กล่ำวคือ มันจะตูองมำบริกำรในฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำน
สำำหรับกำรสือ
่ สำรต่ำงๆท่ำมคนเหล่ำนัน
้ ผู้มีส่วนร่วมในกำรใชูประโยชน์
จำกมัน ทำำใหูสะดวกง่ำยขึน
้ ต่อกำรปฏิสัมพันธ์ของพวกเขำ ทำำใหูเป็ นไป
ไดูทีจ
่ ะกระทำำในลักษณะร่วมไมูร่วมมือกัน ในสภำพแวดลูอมทำง
กำยภำพของชุมชนและสังคม

Kuhn เยีย
่ มยอดมำกในปฏิบัติกำรเกีย
่ วกับประเด็นต่ำงๆเหล่ำนี ้. อีกครัง้
ทีเ่ ขำไดูเนูนว่ำ ไม่ใช่เหตุผลเชิงตรรก และไม่ใช่ปัจเจกชน ทีจ
่ ะสรูำง
ควำมสอดคลูองตูองกันและทำำใหูเป็ นมำตรฐำนทีจ
่ ำำเป็ นใหูกับควำมรู้ขึน

มำ. อันทีจ
่ ริง เขำไดูรุกเรูำประเด็นปั ญหำนีม
้ ำกยิง่ ขึน
้ ไป และชีแ
้ จงว่ำ
อะไรคือสิง่ ทีม
่ ีอย่้มำแต่กำำเนิดในปั จเจกชน นัน
่ คือสิง่ ทีไ่ ม่เพียงพอทีจ
่ ะ
สรูำงเครือ
่ งไมูเครือ
่ งมือ ทีจ
่ ะผลิตกำรรับรู้และควำมเชือ
่ ขึน
้ มำ

สำำหรับนักวิทยำศำสตร์ซึง่ มีควำมชำำนำญหรือประสบกำรณ์, เขำกล่ำว,


กำรสรูำงเครือ
่ งมืออันนี ้ ไดูรับกำรวำงเงือ
่ นไขเอำไวูอย่ำงลึกซึง้ โดยกำร
ฝึ กฝนทำงดูำนวิทยำศำสตร์ ดังนัน
้ ปฏิบัติกำรทีเ่ ป็ นสำธำรณะมันจึงซึม
แทรกผ่ำนประสบกำรณ์ส่วนตัว และปั จเจกชนมีแนวโนูมทีจ
่ ะเห็น หรือไม่
เห็น, จดจำำไดูหรือหลงลืมไป, เชือ
่ หรือถอนควำมเชือ
่ , ในควำมกลมกลืน
กับสมำชิกคนอืน
่ ๆของชุมชนของเขำ

สรุป

คำำอธิบำยเกีย
่ วกับควำมรู้ของ Kuhn เดิมทีเดียว มันปรำกฏออกมำใน
ลักษณะทีน
่ อกล่้นอกทำงและออกจะดันทุรังอย่้บ่อยๆ แต่ในขูอเท็จจริง
คำำอธิบำยเกีย
่ วกับควำมรู้นัน
้ ไม่ไดูวำงขูอเรียกรูองในใจทีเ่ กินเลยไป เท่ำๆ
กับควำมเขูำใจเกีย
่ วกับทฤษฎีหรือหลักกำรพืน
้ ฐำนของมันทีเ่ กีย
่ วขูอง:
อันทีจ
่ ริง, เมือ
่ สิง่ เหล่ำนีไ้ ดูถ้กสำำรวจอย่ำงถีถ
่ ูวน ด้เหมือนว่ำ พวกมันก็
คือ"ควำมเป็ นปกติอย่ำงสมบ้รณ์"และ"พุ่งตรง"
เมือ
่ ลองมำพิจำรณำกันถึงทำงเลือกในเชิงยุทธศำสตร์หลักๆเหล่ำนัน

หำกว่ำวิทยำศำสตร์ตูองกำรทีจ
่ ะเจริญกูำวหนูำและรุ่งเรืองต่อไป, Kuhn
ตัง้ คำำถำมว่ำ : "อะไรคือบรรทัดฐำนทีด
่ ีกว่ำกำรตัดสินใจของกลุ่ม
วิทยำศำสตร์ทีเ่ ป็ นอย่้ ?". ขูอคิดเห็นทีบ
่ รรจุเอำไวูอย่ำงเรียบรูอยในญำ
นวิทยำของ Kuhn, ญำนวิทยำทีเ่ รำไดูอูำงถึงมำแลูวขูำงตูน, สมควรไดู
รับกำรสะทูอนดูวยควำมจริงจังอย่ำงเต็มที ่

ในเวลำเดียวกัน, ขูอสังเกตดังกล่ำวไดูชีว้ ่ำ ทำำไมทัศนะทำงญำนวิทยำ


ของ Kuhn บ่อยทีเดียวกลับไม่ไดูรับกำรยอมรับ ? ทัง้ นีเ้ พรำะ มันไดู
แสดงใหูเห็นนัยะทีว
่ ่ำ ชุมชนทำงวิทยำศำสตร์หนึง่ ใดก็ตำม ต่ำงก็มี
จินตนำกำรควำมนึกฝั น เพือ
่ ยืนยันโดยขูอเท็จจริงในตัวของมันเอง ว่ำจะ
ตูองไดูรับกำรยอมรับ, และดังทีเ่ ป็ นมำ บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำย
สำมำรถหยิบและเลือกว่ำ อะไรทีน
่ ับว่ำเป็ นควำมรู้

โดยไม่จำำเป็ นตูองกล่ำว, อันนีไ้ ม่ใช่ทัศนะของ Kuhn เลย. Kuhn ไม่ไดู


กำำลังเสนอแนะว่ำ บรรดำนักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยไดูถ้กใหูอำำนำจใน
กระบวนกำรรับรู้เพือ
่ ปฏิบัติกำรไดูเท่ำๆกันกับทีเ่ ขำตัง้ ใจ. แต่อันทีจ
่ ริง
เขำกำำลังพ้ดว่ำ เป็ นเพรำะชุมชนทำงวิทยำศำสตร์ไดูรับกำรฝึ กฝนและไดู
ถ้กตระเตรียมในหนทำงทีพ
่ ิเศษอันหนึง่ และแนวโนูมต่ำงๆโดยคุณควำม
ดีเกีย
่ วกับสิง่ ทีม
่ ันไดูรับกำรสถำปนำเพือ
่ ปฏิบัติกำรในหนทำงนัน
้ กำร
ตัดสินต่ำงๆของมันคือบรรทัดฐำนทีใ่ ชูไดูและดีทีส
่ ุดของพวกเรำในกำร
ยึดถือ ในฐำนะทีเ่ ป็ นสิง่ ซึง่ นับว่ำเป็ นควำมรู้

อันนีอ
้ ำจด้แลูวเป็ นกำรใส่ควำมหรือกล่ำวรูำยควำมน่ำไวูวำงใจทีถ
่ ้กทำำใหู
เป็ นหลักทัว
่ ๆไปต่อชุมชนทำงวิทยำศำสตร์ หรือต่อเครือ
่ งมือทีท
่ ำำหนูำที ่
ในทำงวิทยำศำสตร์
มันควรทีจ
่ ะถ้กบันทึกลงไปดูวยว่ำ ในกำรนำำเสนอญำนวิทยำเชิงสังคม
ของเขำ Kuhn ไม่ไดูแสรูงว่ำกำำลังใหูทำงออกต่อปั ญหำเกีย
่ วกับพืน
้ ฐำน
ของควำมรู้ของพวกเรำเลย. เขำเพียงเสนอวิธีกำรเริม
่ ตูนขึน
้ มำอันหนึง่ ,
มันเป็ นจุดสต๊ำร์ทสำำหรับควำมคิด. ดูวยเหตุนี ้ เขำจึงไม่ไดูแสวงหำ
หนทำงเพือ
่ ทีจ
่ ะขัดขวำงคำำถำมเกีย
่ วกับโครงสรูำงพืน
้ ฐำนของโลกธรรม
ชำติ: กล่ำวคือ "ไม่ใช่ว่ำชุมชนวิทยำศำสตร์นัน
้ จะตูองเป็ นสิง่ พิเศษ
เท่ำนัน
้ . โลกของสิง่ ซึง่ ชุมชนดังกล่ำวถือเป็ นส่วนหนึง่ จะตูองครอบครอง
ลักษณะเฉพำะพิเศษต่ำงๆดูวย

และชัดเจน เขำยอมรับว่ำ มันเป็ นไปไดูมำกทีเดียวทีจ


่ ะกล่ำวถึงลักษณะ
เฉพำะพิเศษของชุมชนต่ำงๆทำงวิทยำศำสตร์ และพ้ดถึงนัยสำำคัญทำง
ญำนวิทยำของมัน. แน่นอน อันนีเ้ ป็ นสิง่ ทีถ
่ ้กตูอง. แมูว่ำกรณีที ่ มันไม่มี
บรรทัดฐำนทำงญำนวิทยำทีอ
่ ย่้เหนือกว่ำขึน
้ ไปอันนัน
้ เกีย
่ วกับกำรตัดสิน
ทีป
่ รำกฏเป็ นจริงของกลุ่มวิทยำศำสตร์

อย่ำงชัดเจน บรรทัดฐำนอันนีม
้ ันไม่เพียงพอในฐำนะทีเ่ ป็ นพืน
้ ฐำนสำำหรับ
กำรประเมินคุณค่ำของบรรดำนักวิทยำศำสตร์โดยตัวของมันเอง ดังที ่
พวกเขำ(หมำยถึงนักวิทยำศำสตร์)เริม
่ ไปเกีย
่ วขูองกับกำรสถำปนำหลัก
ฐำนรับรองต่ำงๆซึง่ เกีย
่ วกับขูออูำงควำมรู้. ชุมชนกำรวิจัย ทีซ
่ ึง่ บรรดำ
นักวิทยำศำสตร์ทัง้ หลำยไดูใชูสิง่ นี ้ และเพียงบรรทัดฐำนนีข
้ องกำร
ประเมิน จะเป็ นเหมือนกับตลำดหูุน ทีท
่ ีผ
่ ู้มีส่วนร่วมทัง้ หมดต่ำงก็เป็ นผู้
เชีย
่ วชำญดูำนตลำดหลักทรัพย์ทีไ่ ม่มีกำรประนีประนอมกัน: อันนีค
้ ือสิง่ ที ่
เป็ นไปไม่ไดู

มันเป็ นกำรส้ญเสียในทำงปรัชญำและในเวลำเดียวกันก็เป็ นกำรไดูมำใน


ทำงประวัติศำสตร์ไปพรูอมๆกัน ซึง่ เพียงแค่เมือ
่ ทศวรรษที ่ 1960s
เท่ำนัน
้ Kuhn ไดูหวนกลับไปส่้คำำถำมต่ำงๆทำงญำนวิทยำทีถ
่ ้กหยิบยก
ขึน
้ มำโดยงำนของเขำ. แต่สำำหรับสเกลทัง้ หมดและควำมลำำ
้ ลึกเกีย
่ วกับ
วิสัยทัศน์ของเขำ kuhn มักจะรู้สึกกระสับกระส่ำยบำงครัง้ ในบทบำท
เกีย
่ วกับนักคำดกำรณ์คนหนึง่ , และรังเกียจมำกต่อท่ำทีในเชิงอภิปรัชญำ

เขำไดูถ้กทำำใหูซำบซึง้ เอำมำกๆกับคำำเตือนทำงญำนวิทยำซึง่ เจำะทะลุ


จำรีตทำงปรัชญำของ Anglo-Saxon และบรรลุถึงระดับทีส
่ ้งสุดของเขำ
เกีย
่ วกับควำมเขูำใจอย่ำงถ่องแทูและควำมเฉียบแหลม เมือ
่ เขำไดู
วิเครำะห์เรือ
่ งรำวต่ำงๆทีเ่ ป็ นร้ปธรรม โดยเฉพำะ ในประวัติศำสตร์
วิทยำศำสตร์

อันทีจ
่ ริง ในหลำยๆทำง มันมีลักษณะทีบ
่ ้ดเบีย
้ วและบิดงอทีว
่ ่ำ กำร
สนทนำกันเกีย
่ วกับงำนของ Kuhn ควรทีจ
่ ะปรำกฏออกมำในฐำนะทีเ่ ป็ น
หัวขูอเรือ
่ งๆหนึง่ ของหนังสือ The Return of Grand Theory. จิตใจทีเ่ ป็ น
สำกลของเขำอำจไม่ค่อยไกลห่ำงจำก Althuser, หรือกระทัง่ Habermas.
แต่อย่ำงไรก็ตำม เป็ นทีช
่ ัดเจนว่ำ อันนีค
้ ือเหตุผลทีว
่ ่ำทำำไม Kuhn จึง
สมควรไดูมีพืน
้ ทีข
่ องเขำในหนังสือเล่มนี ้

เขำไดูเปิ ดโปงขูอบกพร่องของ"ลัทธิเหตุผลนิยมในส่วนทีย
่ อมรับกันถึง
บุคคลเหล่ำนัน
้ ผูซ
้ ึง่ ยึดถือมัน หรือปกปูองมัน. และดูวยเหตุนี ้ ในสังคม
ต่ำงๆอย่ำงสังคมของเรำ, ทีซ
่ ึง่ "มำยำคติของลัทธิเหตุผลนิยม"ไดูซึมแทรก
อย่ำงถูวนทัว
่ เขูำมำในนิสัยหรือควำมเคยชินเกีย
่ วกับควำมคิดในทุกๆวัน
งำนของเขำไดูมีส่วนอย่ำงสำำคัญในกำรปั ดกวำดเสูนทำงสำำหรับแนวทำง
ต่ำงๆอันเต็มไปดูวยควำมหวังทำงควำมคิดของเรำใหูสะอำดขึน

ในดูำนขนบประเพณี เรำแสวงหำเพือ
่ ควำมเขูำใจในควำมกูำวหนูำเกีย
่ ว
กับควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์อย่ำงบริสุทธิ ์ ในเทอมต่ำงๆของเหตุผลและ
ประสบกำรณ์ - ในเทอมต่ำงๆของปฏิบัติทำงตรรกทัว
่ ๆไป ซึง่ ใครก็ไดู
อำจดำำเนินกำร และกำรสังเกตกำรณ์ในเชิงประจักษ์เช่นนัน

มำถึงตอนนี ้ เรำไดูมำอย่้บนเสูนทำงทีน
่ ำำไปส่้กำรสลัดหรือละทิง้ ทัศนะอัน
คับแคบอันสุดทีจ
่ ะทนนีล
้ งเสีย และตระหนักว่ำ เพือ
่ เขูำใจควำมรู้ของ
พวกเรำ และอคติต่ำงๆ เรำจะตูองบรรลุถึงควำมเขูำใจในตนเองใหูกวูำง
ขวำงครอบคลุมมำกขึน
้ . โดยเฉพำะอย่ำงยิง่ เรำตูองกำรเพือ
่ จะเขูำใจตัว
เรำเอง มิใช่ในฐำนะสิง่ ทีม
่ ีชีวิต แต่ในฐำนะทีเ่ ป็ นชุมชน

อันนีเ้ พรำะว่ำควำมรู้ ในควำมเป็ นธรรมชำติทีแ


่ ทูจริงของมัน เป็ นกำร
สรูำงสรรค์ร่วมกัน มันไม่ไดูสรูำงขึน
้ มำบนกำรตัดสินเพียงลำำพังโดดเดีย
่ ว
แต่มันสรูำงขึน
้ มำบนกำรประเมินต่ำงๆ ซึง่ เรำต่ำงทำำร่วมกันใน
สถำนกำรณ์ต่ำงๆทำงสังคม เป็ นไปตำมขนบประเพณีและสิง่ ทีม
่ ีมำก่อน
และในควำมสัมพันธ์กับเปูำหมำยต่ำงๆเกีย
่ วกับชุมชนของเรำ

แมูแต่ขูอสรุปทำงวิทยำศำสตร์ ก็จะตูองถ้กมองในฐำนะตัวอย่ำงต่ำงๆ
ของพฤติกรรมทีเ่ ป็ นไปตำมขนบธรรมเนียม และจะไม่ถ้กพิจำรณำหรือ
ปฏิบัติอย่ำงบริสุทธิใ์ นฐำนะกำรแสดงออกเกีย
่ วกับเหตุผลอันเป็ นสำกล
ของปั จเจกบุคคล

มันไม่ใช่เช่นกันทีว
่ ่ำ ขนบประเพณีจะตูองเขูำมำแทนทีเ่ หตุผลในควำมคิด
ของเรำ, ดังทีเ่ หตุผลในตัวของมันเองนัน
้ จะตูองถ้กมองในฐำนะทีเ่ ป็ น
กิจกรรมตำมประเพณีอันลึกซึง่ อย่ำงหนึง่ . ตรำบกระทัง่ มำถึงตรงนี ้ แนว
ควำมคิดทีม
่ ี"คุณภำพเลว"ของเรำเกีย
่ วกับเหตุผลจะตูองไดูรับกำรขยำย
หรือเพิม
่ เติมใหูเห็นชัดกันมำกขึน

ถ้กตูองทีเดียว อันนีค
้ ือเปูำหมำยแมูว่ำจะไม่บรรลุผลสมบ้รณ์ก็ตำม เกีย
่ ว
กับทฤษฎีอันยิง่ ใหญ่ของบรรดำนักปรัชญำภำคพืน
้ ทวีปยุโรป. มันจะ
เป็ นกำรดี หำกว่ำจะหมำยเหตุลงไปถึงควำมสนใจทีเ่ พิม
่ มำกขึน
้ อันหนึง่
ในบรรดำนักเขียนเหล่ำนี ้ ในโลกทีใ่ ชูภำษำอังกฤษ และควำมเขูำใจที ่
งอกงำมขึน
้ เกีย
่ วกับเปูำหมำยต่ำงๆของพวกเขำ
ทัง้ หมดของผลลัพธ์ดังกล่ำวจะตูองเป็ นควำมอุดมสมบ้รณ์ขึน
้ มำอันหนึง่
เกีย
่ วกับควำมคิดของพวกเรำเอง...

หนังสืออ่านเพิม
่ เติม

ควำมคิดในทำงปรัชญำและสังคมวิทยำทัว
่ ๆไปส่วนใหญ่ของ Kuhn จะ
คูนพบไดูใน The Structure of Scientific Revolution (1970) และใน The
Essential Tension (1977), เป็ นกำรรวบรวมบทควำมต่ำงๆในช่วงระยะ
เวลำหนึง่ เกือบๆสองทศวรรษ

ส่วนผลงำนในเชิงประวัติศำสตร์ทีท
่ ำำขึน
้ มำอย่ำงละเอียด ซึง่ สัมพันธ์กัน
กับเนือ
้ หำอันนี ้ ควรจะไดูรับกำรนำำมำพิจำรณำและประเมิน ซึง่ รวมอย่้
ในหนังสือขนำดยำวสองเล่มในเชิงกำรศึกษำทีม
่ ีพรูอมแลูวคือ The
Copernican Revolution (1957) และ Black Body Theory (1978)

สำำหรับงำนของ Kuhn ในเรือ


่ งประวัติศำสตร์เกีย
่ วกับ thermodynamics
ก็เป็ นเรือ
่ งทีค
่ วรสนใจและน่ำจะไดูรับกำรใคร่ครวญเช่นกัน แมูว่ำเป็ นไป
ไดูทีว
่ ่ำ มันจะยำกมำกในกำรเขูำถึง และในปั จจุบันมีกำรอูำงถึงเพียงเล็ก
นูอยเท่ำนัน
้ : อันนีอ
้ ำจจะศึกษำไดูโดยผ่ำน "Sadi Carnot and the
Cagnard Engine, Isis,52,367-74 (kuhn -1961), หรือ T.S.Kuhn and
Social Science (Barnes - 1982) (London)

ยังมีเนือ
้ หำทีก
่ วูำงขวำงเกีย
่ วกับขูอคิดเห็นและคำำวิจำรณ์ทีเ่ กีย
่ วขูองกับไอ
เดียทัว
่ ๆไปต่ำงๆของ Kuhn. บำงทีขูอเขียนซึง่ เป็ นทีร
่ ู้จักกันดีทีส
่ ุดของ
งำนประเภทนีค
้ ืองำนทีไ่ ดูรับกำรรวมรวมขึน
้ มำของ Lakatos and
Musgrave (1970) ในเรือ
่ ง Criticism and the Growth of Knowledge
(Cambridge). ส่วนเรือ
่ ง Paradigm and Revolution: Appraisals and
Application of Thomas Kuhn 's Philosophy of Science ของ Gutting,
G.1980 งำนชิน
้ นีเ้ ป็ นกำรรวบรวมขูอคิดเห็นต่ำงๆเมือ
่ ไม่นำนมำนี ้

และหำกเรำตูองกำรทีจ
่ ะทำำควำมเขูำใจอย่ำงซำบซึง้ มำกยิง่ ขึน
้ เกีย
่ วกับ
นัยสำำคัญในงำนของ Kuhn ขอแนะนำำใหูอ่ำน Stegmuller 1976 ในเรือ
่ ง
The Structure and Dynamics of Theories และงำนของ Barnes 1982
ใน T.S.Kuhn and Social Science. สำำหรับ Stegmuller ไดูประเมิน
ควำมสำำคัญทำงปรัชญำของ Kuhn ในหนังสือเล่มหนึง่ ซึง่ แมูว่ำจะอ่ำน
ยำก แต่ก็ใหูผลตอบแทนทีม
่ ำกมำยทีเดียว; ส่วนงำนของ Barnes จะ
เอำใจใส่อย่้กับประเด็นต่ำงๆทำงสังคมวิทยำ

งำนทบทวน แสดงควำมคิดเห็น และบทวิจำรณ์ทีก


่ วูำงขวำงและน่ำรับรู้
เกีย
่ วกับตูนตอต่ำงๆมำกมำยเกีย
่ วกับแรงบันดำลใจของ Kuhn, อิทธิพล
ต่ำงๆต่อควำมคิดของเขำ เรำอำจจะตูองกล่ำวถึงงำนของ Cadarbaum
1983 เรือ
่ ง "Paradigm", Studies in the History and Philosophy of
Science 14:3, 173-213 ซึง่ ควรจะไดูรับกำรอูำงอิงถึง

งำนของ Fleck 1979 เรือ


่ ง Entstehung und Entwicklung einer
Wissenschaftliche Tatsache (1935) trans. F.Bradley and T.J. Trenn
as Genesis and Development of Scientific Fact (Chicago 1979) ไดู
เสนอสิง่ ทีใ่ นปั จจุบัน เป็ น แหล่งขูอม้ลทีน
่ ่ำสนใจมำกทีส
่ ุด; ซึง่ ไดูพิมพ์ขึน

นำนมำแลูวเป็ นตูนฉบับภำษำเยอรมัน, งำนชิน
้ นีป
้ ั จจุบันไดูแปลเป็ นภำษำ
อังกฤษ และยังคงเป็ นงำนเขียนอันโดดเด่นชิน
้ หนึง่ . Fleck ไดูพ้ดถึงควำม
เชือ
่ มโยงทีส
่ ำำคัญระหว่ำงงำนของ Kuhn กับ สังคมวิทยำย้โรเปี ยนเกีย
่ ว
กับขนบประเพณีของควำมรู้

เพือ
่ ทีจ
่ ะประเมินขูอเสนอทีผ
่ ลงำนของ Kuhn ทีอ
่ ำจพ้ดถึงขนบประเพณี
อันหนึง่ เกีย
่ วกับควำมคิดอนุรักษ์นิยม โดยแก่นๆแลูว จะตูองอูำงถึงงำน
ของ Mannheim 1953 ในเรือ
่ ง Conservative Thought, in Essay on
Sociology and Social Psychology (London)

ทัง้ หมดนี ้ หำกเรำสำมำรถศึกษำเพิม


่ เติมไดู ก็จะทำำใหูเรำเขูำ kuhn และ
ควำมคิดอันซับซูอนของเขำมำกยิง่ ขึน